Bond Yield พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ 2008

ตลาดพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ โดยดัชนีผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกของ Bloomberg ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 แตะระดับ 3.72% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2008 

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น (JGB) อายุ 10 ปี ทะยานแตะระดับ 3.0% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 การเทขายระลอกใหญ่นี้มีชนวนเหตุหลักมาจากความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเหนือ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนปลุกความวิตกเรื่องภาวะเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาตื่นตัวอีกครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินเพิ่มน้ำหนักความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดยนักลงทุนมองเห็นโอกาสสูงถึง 70% ที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ท่ามกลางถ้อยแถลงเชิงรุกของประธาน Fed เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) และผู้ว่าการ Fed ไมเคิล บาร์ (Michael Barr) ที่ย้ำว่าพร้อมจะปรับขึ้นดอกเบี้ยทันทีหากเงินเฟ้อยังคงเรื้อรัง 

ด้านตลาดพันธบัตรในยุโรปและอังกฤษก็เผชิญแรงกดดันมหาศาลเช่นกัน โดย Bond Yield อังกฤษ (Gilt) อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 5.23% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998

นอกเหนือจากปัจจัยกดดันด้านราคาน้ำมันแล้ว โครงสร้างพื้นฐานทางการคลังของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ยังกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการขาดดุลการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเรียกร้องอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือครองหนี้ระยะยาว (Term Premium) 

นอกจากนี้ การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเร่งออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนไปพัฒนานวัตกรรม AI ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ยังเข้ามาร่งแย่งสภาพคล่องและกดดันอุปสงค์ในตลาดพันธบัตรเพิ่มเติมอีกด้วย

ความผันผวนที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรการรับมือของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยความพยายามของรัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ที่ประกาศขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตร (Buybacks) เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อหวังจะตรึงอัตราผลตอบแทนระยะยาวไว้ สามารถบรรเทาแรงกดดันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น 

ล่าสุด Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 30 ปี ได้ดีดตัวกลับขึ้นมาแตะระดับ 5.27% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับก่อนที่จะมีการประกาศมาตรการ สะท้อนว่าความกังวลของนักลงทุนต่อตัวเลขการขาดดุลและเงินเฟ้อมีน้ำหนักมากกว่ากลไกการแทรกแซงระยะสั้นของภาครัฐ

การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของ Bond Yield กำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคเศรษฐกิจจริง โดยทำให้ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยจำนองบ้านปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามากดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการเงินที่พุ่งสูงขึ้นนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อความร้อนแรงของตลาดหุ้นโลก โดยดัชนี MSCI All Country World ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับยุค Higher for Longer


อ้างอิง: Bloomberg

tax-saving-funds-2026