
Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวรักษาความเป็นอิสระของสถาบัน ยืนยันหนักแน่นเดินหน้าคุมเงินเฟ้อสู่เป้าหมาย 2% ลั่นพร้อมทำให้ผู้ที่หวังนโยบายผ่อนคลายต้อง “ผิดหวัง” แม้เผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในการประชุมฟอรัมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ณ ประเทศโปรตุเกส Warsh ย้ำจุดยืนอิสระของ Fed ต่อหน้าผู้นำธนาคารกลางทั่วโลกว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมปฏิเสธการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า (Forward Guidance) โดยชี้ว่าเครื่องมือนี้ไม่เหมาะกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไป และประกาศว่า Fed จะมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายใหม่
สำหรับการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ Warsh ระบุว่าจะไม่มีการบอกใบ้ทิศทางใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมกล่าวติดตลกว่าผู้ดำเนินรายการพยายามให้เขาทำลายกฎเหล็กแต่ต้องล้มเหลวแน่นอน อย่างไรก็ดี เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนภายในคณะกรรมการ FOMC ในอีก 4 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจ
แม้การประชุมเดือนมิถุนายน คณะกรรมการ FOMC จะมีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5% ถึง 3.75% แต่ก็ส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นในปีนี้เนื่องจากเงินเฟ้อทรงตัวสูง โดยดัชนี PCE ล่าสุดพุ่งขึ้น 4.1% ทว่าหลัง Warsh แถลงว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อเริ่มลดลงในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ย่อตัวลงมาอยู่ที่ราว 4.15%
นอกเหนือจากเรื่องดอกเบี้ย Warsh ยังเปิดเผยแผนปฏิรูป Fed โดยเตรียมตั้งคณะทำงานพิเศษ 5 ชุดในสัปดาห์หน้า ดึงผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศมาร่วมระดมสมอง เป้าหมายหลักคือการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ประมวลผลข้อมูลเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ (Real-time Data) ภายใน 9-12 เดือน เพื่อลดการพึ่งพาตัวเลขย้อนหลังของรัฐบาลที่มักคลาดเคลื่อน และช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
สำหรับเทคโนโลยี AI ประธาน Fed มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากระแสลงทุน AI จะทำให้เกิดเงินเฟ้อในวงกว้าง แต่เชื่อมั่นว่าในระยะยาว เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต (Productivity) และสร้างความมั่งคั่งครั้งใหญ่ โดยคาดว่าผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการปฏิวัติ AI ต่อเศรษฐกิจจะเริ่มชัดเจนขึ้นภายใน 6 เดือนข้างหน้า
อ้างอิง: Bloomberg