สหรัฐฯ x ญี่ปุ่น จับมือขุด Rare Earths

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ตกลงร่วมมือในโครงการขุดเจาะแร่หายาก (Rare Earths) ที่ระดับความลึกถึง 6,000 เมตรใต้ท้องทะเล บริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) รอบเกาะมินามิโทริชิมะ เกาะเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายากแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงการผลิตแม่เหล็กไฟฟ้า และลดการพึ่งพาจากจีนอย่างเด็ดขาด

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนประกาศคุมเข้มการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งสร้างความเสี่ยงอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า และระบบนำทางขีปนาวุธ ด้านนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเมินว่า โคลนใต้ทะเลบริเวณเกาะมินามิโทริชิมะมีแร่หายากสะสมอยู่มากกว่า 16 ล้านตัน โดยเฉพาะแร่ยิตเทรียม (Yttrium) ที่มีปริมาณมากพอจะรองรับความต้องการทั่วโลกได้ยาวนานถึง 780 ปี รวมถึงแร่หายากกลุ่มหนัก (Heavy Rare Earths) อย่างดิสโพรเซียมและเทอร์เบียมที่จีนระงับการส่งออกไปญี่ปุ่นตลอดปีที่ผ่านมา

โปรเจกต์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโครงการขุดเจาะที่ลึกและท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากความลึกระดับ 6 กิโลเมตรมีแรงดันน้ำมากกว่าระดับน้ำทะเลถึง 600 เท่า อีกทั้งการขุดเจาะใต้ทะเลลึกยังมีต้นทุนสูงกว่าการทำเหมืองบนบกในจีนถึง 3 เท่า อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนด้านวิศวกรรมทางทะเลจากสหรัฐฯ เช่น Deep Reach Technology ได้เริ่มเปิดฉากหารือกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นแล้ว โดยคาดว่าจะนำเทคโนโลยีและประสบการณ์จากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในทะเลลึกเข้ามาช่วยสนับสนุนการใช้ระบบปั๊มไดร์ฟสูดโคลนแร่ขึ้นมาจากพื้นมหาสมุทร

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจ โครงการนี้ยังมีนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมหาศาล เนื่องจากจีนได้แสดงความสนใจในพื้นที่ดังกล่าวผ่านการส่งเรือสำรวจทางสมุทรศาสตร์เข้ามาลาดตระเวนประชิดเขต EEZ ของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงกลางปี 2025 เรือบรรทุกเครื่องบินของจีนได้แล่นเข้ามาในเขต EEZ ของมินามิโทริชิมะเป็นครั้งแรก จนส่งผลให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นต้องนำระบบยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Type 12 และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปติดตั้งบนเกาะเพื่อซ้อมรบและตั้งรับความเสี่ยง

สำหรับนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ โครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าอัดฉีดงบประมาณร่วมกับภาคเอกชนรวมกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 เพื่อพัฒนาทรัพยากรใต้ทะเลลึก ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งออกใบอนุญาตและอนุมัติสิทธิ์แก่บริษัทอเมริกันที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันความร่วมมือในการรับมือกับการผูกขาดของจีน


อ้างอิง: Bloomberg

BT