
ประธานาธิบดีของจีน สี จิ้นผิง ใช้โอกาสครบรอบ 105 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน แถลงการณ์ครั้งสำคัญ ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง โดยนำเสนอภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะพลังขับเคลื่อนหลักสู่ความก้าวหน้าและความมั่งคั่งของโลก พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงความทะเยอทะยานที่จะนำพาจีนขึ้นมาอยู่แถวหน้าของกิจการระดับโลก เพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่คานอิทธิพลของสหรัฐฯ
ในการแถลงความยาวราว 40 นาทีซึ่งถ่ายทอดสดทั่วประเทศ สี จิ้นผิง ระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังสร้างรูปแบบใหม่ของความก้าวหน้าในอารยธรรมมนุษย์ และเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนา และผู้ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเป้าหมายยกระดับประเทศให้ทันสมัย ควบคู่กับการผลักดันกลุ่มความร่วมมืออย่าง BRICS เพื่อรวบรวมประเทศกำลังพัฒนาให้กลายเป็นขั้วอำนาจใหม่
แม้สุนทรพจน์ครั้งนี้ไม่มีการพาดพิงถึงสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่ผู้นำจีนวัย 73 ปีได้กล่าวถึงอุปสรรคและความท้าทายอันหนักหน่วงที่ประเทศกำลังเผชิญ โดยประกาศกร้าวว่าไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใด เส้นทางจะทรยศคดเคี้ยวแค่ไหน หรือความท้าทายจะรุนแรงเพียงใด พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงยืนหยัดอย่างกล้าหาญและไม่ยอมก้มหัว เพื่อนำพาประชาชนไปสู่ชัยชนะ พร้อมปลุกระดมให้สาธารณชนรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ให้มั่นคง
ไฮไลต์สำคัญคือการที่ สี จิ้นผิง ยืนยันเป้าหมาย “การฟื้นฟูความรุ่งเรืองของชาติ” ซึ่งส่วนหนึ่งต้องบรรลุผ่านการแก้ปัญหาไต้หวัน แม้ช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีการพบปะอย่างอบอุ่นกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง แต่ประเด็นการซื้อขายอาวุธระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันยังคงเป็นหนามยอกอกสำคัญ โดยจีนยืนยันพร้อมนำเกาะประชากร 23 ล้านคนแห่งนี้กลับมาอยู่ใต้การควบคุม แม้ต้องใช้กำลังทหาร ทางด้านสภาการยุทธศาสตร์ระดับสูงของไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยเรียกร้องให้ปักกิ่งหันมาแก้ไขความต่างผ่านการเจรจาอย่างไร้เงื่อนไขกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อรักษาความสงบสุขในช่องแคบ
นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังส่งสัญญาณเดินหน้ามาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักตลอด 14 ปีในการกุมอำนาจ โดยระบุว่าพรรคมีความมุ่งมั่นกำจัดองค์ประกอบและ “ไวรัส” ทุกชนิดที่กัดกร่อนความบริสุทธิ์ เพื่อหล่อหลอมให้พรรคมีความแข็งแกร่งผ่านการทดสอบทางปฏิวัติ ซึ่งมาตรการกวาดล้างข้าราชการระดับสูงทั้งในภาคพลเรือนและกองทัพในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้กลไกอำนาจของ สี จิ้นผิง เบ็ดเสร็จและเด็ดขาดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพความยิ่งใหญ่ในเวทีการเมือง ผู้นำจีนยังต้องเผชิญมรสุมเศรษฐกิจภายในประเทศที่ท้าทายอย่างหนัก โดยรัฐบาลจีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ประจำปี 2026 ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 4.5% ถึง 5% ซึ่งเป็นเป้าหมายต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1991 โดยมีปัจจัยกดดันมาจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา การบริโภคที่อ่อนแอ และตลาดแรงงานที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคในปีหน้า ซึ่งคาดว่า สี จิ้นผิง จะลงชิงชัยเพื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 4
อ้างอิง: Bloomberg