Economic D-Day

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมยกระดับมาตรการกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่าน โดย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีกำหนดจัดแถลงข่าวเพื่อเปิดตัวมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ ซึ่งถูกยกให้เป็นการปิดล้อมทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและเป็นระบบที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเบสเซนต์เปรียบเทียบมาตรการนี้ว่าเป็นเหมือน “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) ที่มุ่งเป้าตัดช่องทางทางการเงินของอิหร่านในทุกมิติ

ท่าทีดังกล่าวเป็นไปตามทิศทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศดำเนินนโยบายสงครามเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมส่งคำเตือนไปยังประเทศพันธมิตรและประชาคมโลกว่าให้เลือกฝั่งอย่างชัดเจน โดยสหรัฐฯ จะบังคับใช้มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อประเทศหรือองค์กรใดก็ตามที่ยังคงดำเนินธุรกิจ หรือช่วยเหลืออิหร่านในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีน อินเดีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ขณะที่กองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ออกมาแสดงท่าทีตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดยชี้ว่าคำขู่และการประกาศสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นเพียงการยอมรับความพ่ายแพ้ทางทหาร ทางการอิหร่านยืนยันว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบ และสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นๆ ได้ตามปกติ พร้อมทั้งย้ำว่าอิหร่านยังคงควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญในช่องแคบฮอร์มุซเอาไว้ได้

บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่า มาตรการตัดขาดทางเศรษฐกิจครั้งนี้อาจไม่นำไปสู่การยอมจำนนของอิหร่าน แต่อาจกลายเป็นปัจจัยจุดชนวนให้เกิดการตอบโต้ทางทหารระลอกใหม่ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย อิหร่านอาจเลือกใช้ฝูงโดรน Shahed และขีปนาวุธเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นและสร้างความระส่ำระสายแก่เศรษฐกิจโลก เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ต้องถอยกลับมาใช้แนวทางทางการทูต

ปัจจุบัน เศรษฐกิจภายในของอิหร่านกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากผลกระทบของการถูกปิดล้อมทางทะเลและการคว่ำบาตรที่สะสมมานาน อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 80% ค่าเงินเรียลดิ่งลงอย่างหนัก ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่านยอมรับว่าการส่งออกน้ำมันซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศถูกระงับลงแทบทั้งหมด ซึ่ง IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจอิหร่านอาจหดตัวลงถึง 6.1% ในปีนี้

แม้ประธานาธิบดี มัสซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน จะแสดงท่าทีต้องการให้สงครามยุติลง แต่กลุ่มสายแข็งและฝ่ายบริหารระดับสูงของกองทัพยังมีอิทธิพลเบ็ดเสร็จในการกำหนดทิศทางความมั่นคง นักวิเคราะห์มองว่าแม้มาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐฯ จะสร้างความย่อยยับต่อระบบเศรษฐกิจจริง แต่อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะส่งผลในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งในระหว่างนั้น อิหร่านอาจเลือกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจนส่งผลให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไปอีกยาวนาน


อ้างอิง: CNBC