อินเดียทุบสถิติ GDP โต 7.8%

เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวอย่างแข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ (เมษายน-มิถุนายน 2569) โดย GDP เติบโตถึง 7.8% เหนือกว่าคาดการณ์ในโพล Bloomberg ที่ 7.3% และประมาณการของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ที่ 7% ขณะที่ตัวเลขไตรมาสก่อนถูกปรับขึ้นเป็น 8.6% ส่งผลให้อินเดียยังครองตำแหน่งประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก พร้อมเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โพสต์ผ่าน X ยกย่องผลงานนี้ว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จากพลังความร่วมมือของคนในชาติ ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน ความติดขัดของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก การขยายตัวที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนยังสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติว่า เศรษฐกิจอินเดียมีภูมิคุ้มกันสูง และรับมือแรงกระแทกจากสงครามในอิหร่านได้อย่างแข็งแกร่ง

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการผลิตที่ขยายตัว 9.2% จาก 8.3% ในไตรมาสก่อน ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ มือถือ และเคมีภัณฑ์ ส่วนภาคบริการทางการเงิน ธนาคาร เทคโนโลยี และการขนส่งเติบโตโดดเด่น 12.1% นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นสะท้อนจากตัวเลขสะสมทุนคงที่พุ่ง 11.9% ควบคู่กับการบริโภคภาคเอกชนซึ่งคิดเป็น 60% ของเศรษฐกิจที่ขยายตัว 7.1%

แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2%-6% แต่การเติบโตที่ร้อนแรงและราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่า RBI อาจหันมาเน้นคุมเงินเฟ้อเต็มตัว โดย Kotak Mahindra Bank คาดว่า RBI มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ ขณะที่ Bloomberg Economics คาดว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปอาจเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคมนี้

หลังประกาศตัวเลข GDP Bond Yield อินเดียอายุ 10 ปีปรับขึ้น 4 basis points แตะ 6.95% สะท้อนมุมมองตลาดต่อดอกเบี้ยเชิงรุก อย่างไรก็ดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์รัฐบาลยังแสดงความเห็นอย่างระมัดระวังว่า เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี และธนาคารกลางจะเฝ้าระวังสัญญาณผลกระทบสะท้อนกลับรอบสอง (Second-round effects) อย่างใกล้ชิด ก่อนประชุมนโยบายการเงินวันที่ 5-7 ตุลาคมนี้

ในระยะยาว อินเดียยังเผชิญความท้าทายในการเร่งเติบโตให้ได้เฉลี่ย 9.25% ต่อปี เพื่อบรรลุเป้าหมายของนายกฯ โมดีในการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2047 อีกทั้งยังเปราะบางต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ซึ่งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอาจกลับมากดดันค่าครองชีพ กำไรภาคธุรกิจ และเป็นความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวในอนาคต

โอกาสลงทุนกองทุนหุ้นอินเดีย

Mr.Messenger Call แนะนำกลับเข้าซื้อกองทุนหุ้นอินเดีย B-BHARATA และ TISCOINA-A หลังตลาดเริ่มคลายความกังวลกับสถานการณ์สงคราม และมองข้ามความผันผวนในระยะสั้น

B-BHARATA

กองทุนรวมหุ้นอินเดีย ที่ลงทุนผ่านกองทุน RAMS Investment Unit Trust – India Equities Portfolio Fund II ซึ่งเน้นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศอินเดีย

TISCOINA-A

ลงทุนในหุ้นอินเดียผ่าน 3 กองทุนหลักที่คัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up คือ

  1. Nomura Funds Ireland plc India Equity Fund คัดเลือกหุ้นจากพื้นฐานเป็นหลัก ประมาณ 25-30 ตัว จาก Universe ประมาณ 240 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดใหญ่
  2. FSSA Indian Subcontinent Fund เน้นลงทุนในบริษัที่ประกอบธุรกิจในอินเดีย, ศรีลังกา, ปากีสถาน และบังคลาเทศ โดยเน้นลงทุนประมาณ 50 ตัว กระจายลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ กลาง เล็ก โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
  3. Goldman Sachs India Equity Portfolio เลือกหุ้นประมาณ 70-100 ตัว จาก Universe ประมาณ 700 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก

อ้างอิง: Bloomberg

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299