
สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นัดล่าสุด หลังมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
- ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี
FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่กรอบ 3.75%–4.00% (นับเป็นการขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023) เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- Dot Plot ใหม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้งในปีนี้
เจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่ (16 จาก 18 คน) คาดว่าต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปี 2026 ดันค่ากลางดอกเบี้ยสิ้นปีขึ้นเป็น 4.1%
- ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยยาว ไม่มีลดในปี 2027
ด้านค่ากลางของประมาณการดอกเบี้ยสิ้นปี 2027 ถูกปรับขึ้นเป็น 4.1% เท่ากับปี 2026 ส่งผลให้เส้นทางดอกเบี้ยใหม่ไม่มีการปรับลดลงในปีหน้า โดยคาดว่าจะทยอยลดลงในปี 2028-2029 สู่ระดับ Longer Run ที่ 3.25%
- กลับมาเข้มงวด มุ่งรักษาเสถียรภาพด้านราคา
Kevin Warsh ประธาน Fed ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นการเริ่มกลับมาเข้มงวดทางนโยบาย เพื่อดันเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ให้เร็วขึ้น พร้อมย้ำในแถลงการณ์ว่า “คณะกรรมการจะทำให้ราคาสินค้ากลับมามีเสถียรภาพให้ได้ แม้ว่าเงินเฟ้อจะยังสูงอยู่ก็ตาม”
- ย้ำจุดยืนความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
Kevin Warsh ปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป โดยย้ำว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยเข้ามา เขายังปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่าได้หารือเรื่องดอกเบี้ยกับทรัมป์หรือไม่ พร้อมยืนยันหลักการว่า Fed และฝ่ายบริหารควรทำงานอยู่ในขอบเขตอำนาจของตัวเอง
- ปรับเพิ่มทั้งประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 เป็น 2.3% (จาก 2.2%) และปรับลดอัตราว่างงานเหลือ 4.1% (จาก 4.3%) แต่ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE เป็น 3.7% และ Core PCE เป็น 3.4%
- ทรัมป์ไม่พอใจ ขู่ใช้มาตรการกีดกันการค้า
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาคัดค้านทันที โดยเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% หรือต่ำกว่านั้น พร้อมขู่ว่าจะตัดการค้าขายกับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ Warsh ยืนยันถึงขอบเขตความเป็นอิสระของ Fed ในการดำเนินนโยบาย
อ้างอิง: The Guardian