buffett-code-hello-kitty

ในปี 1974 พนักงานในบริษัทออกแบบของญี่ปุ่น “ซานริโอ้” สร้าง Hello Kitty ขึ้นมา

Hello Kitty เป็นแมวตัวเล็ก, หน้ากลม, ผูกโบว์สีแดงระหว่างหูทั้งสองข้าง และไม่มีปาก

พวกเขาไม่เคยคิดฝันว่าวันนึง Hello Kitty จะกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่ดังก้องโลกอย่างในวันนี้

ยอดขายของสินค้า Hello Kitty ในปี 2008 เป็นสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของรายได้ 1 พันล้านเหรียญของซานริโอ้

หน้าของ Kitty อยู่ในสินค้าต่างๆกว่า 50,000 รายการวางขายในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

แมวลูกครึ่งญี่ปุ่นอังกฤษตัวนี้กลายเป็นแมวที่คนรู้จักกันไปทั่วโลก

และด้วยความโด่งดัง ทำให้ครั้งหนึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นแต่งตั้ง Kitty เป็นทูตท่องเที่ยวในประเทศอย่างฮ่องกงและจีน

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Kitty ทำหน้าที่เป็นทูต ในปี 1983 สหรัฐอเมริกาเคยแต่งตั้ง Kitty เป็นยุวทูตสำหรับ Unicef ด้วย

ดร.ชารอน คินเซล่า อาจารย์มหาวิทยาลัยออคฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมญี่ปุ่นคิดว่าการที่ญี่ปุ่นใช้ Kitty เป็นตัวแทนประเทศนั้นไม่น่าแปลกใจเลย เพราะการใช้ Hello Kitty ซึ่งเป็นที่รักของวัยรุ่นจีน เป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศจีนที่มีความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นไม่ดีเท่าไหร่นักอาจช่วยให้สถานการณ์การดีขึ้นได้

Hello Kitty ของญี่ปุ่นเปรียบเหมือนการ์ด Hallmark ของสหรัฐฯ

ซานริโอ้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย ชินทาโร่ สุจิ ในปี 1960

สุจิเป็นนักเคมี ผู้สูญเสียแม่ของเขาตั้งแต่อายุ 13 และต้องใช้ชีวิตอย่างไม่เต็มใจอยู่กับญาติ

เขาได้ไปเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลที่บริหารโดยนักบวชจากแคนาดา และเห็นการฉลองวันเกิดเป็นครั้งแรก

ทำให้เขาตัดสินใจว่าจะใช้บริษัทของเขาในการสร้างวัฒนธรรมของการให้ของขวัญ

ในการทดลองของปี 1971 จากการกบฏของนักเรียนบริษัทได้ทำการพิมพ์ภาพน่ารักๆลงไปในเครื่องเขียน

และสุดท้ายในปี 1974 เขาก็เขียน Hello Kitty ขึ้นมา

Kitty ถูกเขียนโดยไม่มีปากทำให้เธอกลายเป็นตัวแทนในวัฒนธรรมต่างๆได้ดี

ซานริโอ้อธิบายถึงสาเหตุที่เธอไม่มีปากก็เพราะ Kitty พูดออกมาจากหัวใจ

เธอเป็นทูตของซานริโอ้สู่โลก เธอไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาใดๆ

เธอถูกทำให้เป็นลูกครึ่งอังกฤษเพราะเมื่อก่อนคนญี่ปุ่นไม่ค่อยเที่ยวต่างประเทศซักเท่าไหร่

ประเทศอย่างอังกฤษเป็นที่ใฝ่ฝันของผู้คนมาก เครื่องเขียนและสมุดไดอารี่กลายเป็นสินค้ายอดฮิตของนักเรียนในช่วงปี 1980

หลังจากนั้นบริษัทก็ขยายไปทำสินค้าอย่างอื่นเพิ่มเติม

ต่อมาในปี 1990 Hello Kitty ปรับตัวเองเป็นสินค้า “ย้อนยุค” ทำให้เด็กๆที่ตอนนี้โตขึ้นมาแล้วรู้สึก Nostalgia พวกเธอใช้ดินสอและกล่องดินสอ Hello Kitty สมัยเรียน และในช่วงมหาลัยพวกเธอก็ซื้อกระจกแต่งหน้า และกระเป๋าถือ Kitty

เฮเลน แมคคาร์นี่ ผุ้เชี่ยวชาญด้านการ์ตูนญี่ปุ่นบอกว่า Hello Kitty มีความหมายถึงความบริสุทธิ์, ความจริงใจของเด็กๆและความเรียบง่ายของโลก เด็กผู้หญิงและสาวๆจะยินดีซื้อภาพลักษณ์ของความจริงใจและความรักแบบเด็กๆในโลกที่ปลอดภัยที่มีตัวแทนคือ Hello Kitty

พวกเธอไม่อยากสูญเสียความรู้สึกนี้ไป ถึงแม้เด็กๆจะโตขึ้นแต่ก็ยังผูกพันกับของที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์และส่วนหนึ่งของความทรงจำวัยเด็ก

และตอนนี้จากที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเด็กวัยรุ่ย Hello Kitty ไม่จำกัดตัวเองเฉพาะเด็กๆอีกต่อไป

เช่นเดียวกันกับโคคา-โคล่าและไนกี้ เธอกลายเป็นปรากฏการณ์ของแบรนด์ไปแล้ว

หน้ากางๆ ขาวๆ ดูขี้สงสัยนิดๆถูกใช้ประดับกระเป๋าใส่เหรียญในตอนแรก มีราคาขายที่ประมาณ 240 เยน (80 บาท) แต่ตอนนี้คุณสามารถซื้อสินค้าได้แทบทุกอย่างที่มีตรา Hello Kitty ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดตัว, ดินสอ, เสื้อผ้า, เครื่องเขียน, กรอบมือถือ ซึ่งขายอยู่ 60 ประเทศทั่วโลก

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์

ความนิยมของ Hello Kitty กับผู้ใหญ่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสินค้าที่มี ตอนนี้คุณสามารถซื้อโน๊ตบุ๊ค, ชุดชั้นใน และเครดิตการ์ดซึ่งเป็นของธนาคารแห่งอเมริกาได้ นอกจากนั้นแฟนพันธุ์แท้ยังสามารถทำ Email @hellokitty.com ได้ด้วยที่เว็บไซต์ของซานริโอ้

ในความเป็นจริง Hello Kitty เป็นแค่ตัวละครหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในนิทานที่เล่าจากความฝันของซานริโอ้

เธออยู่ในอินเตอร์เน็ตและบนเว็บของซานริโอ้ Kitty มีวันเกิดของเธอเองซึ่งก็คือวันที่ 1 พฤศจิกายน (ซึ่งทำให้เธอมีราศีแมงป่อง) และด้วยความที่เธอเป็นลูกครึ่งอังกฤษเธอจึงอาศัยอยู่ในลอนดอนกับพ่อแม่และน้องสาวฝาแฝด Mimmy

งานอดิเรกของเธอคือการท่องเที่ยว, เล่นดนตรี, อ่านหนังสือและกินคุ๊กกี้ที่เธอและน้องสาวอบเอง

ตัวละครอื่นๆที่อยู่ในโลกของ Hello Kitty ก็เช่น Dear Daniel (เพื่อนสมัยเด็กและแฟน Kitty), Kathy, Tippy และ Thomas

หากดูที่มุมขวาล่างในหน้าประวัติของ Kitty ในเว็บของ Sanriotown จะมีส่วนที่เป็น Online Shop

ของที่ขายก็มีสร้อยคอไข่มุกราคา 3,000 บาท, ที่หุ้มพวงมาลัยรถราคา 450 บาทและกล้องดิจิตอล Kitty ราคา 4,000 บาท

(เพชรจูบิลี่เมืองไทยก็เคยออกคอลเลคชั่น Kitty ครับ)

ซานริโอ้มีสวนสนุกเป็นของตัวเองด้วยชื่อ Puroland เปิดในปี 1990 โดยข้างในมีตัวละครดังๆของซานริโอ้ทั้งหมดรวมถึง Hello Kitty ด้วย

โดยสวนสนุกนี้มีผู้เข้าชมประมาณ 1.5 ล้านคน (ในปี 2007) จากทั่วโลกและเป็นที่ๆมีคนไปเที่ยวเยอะที่สุดที่หนึ่งของญี่ปุ่น

Hello Kitty กลายมาเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นด้วย เคยฉายในอเมริกาในปี 1987 และ 1991

ตอนนี้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์ 3 มิติไปแล้วโดย Sanrio Digital ชื่อเรื่องการผจญภัยของ Hello Kitty และเพื่อน

ความนิยมของ Hello Kitty พุ่งสูงในปี 1990 เมื่อดาราดังต่างๆอย่าง Mariah Carey, Paris Hilton และ Britney Spears ถูกถ่ายรูปขณะใช้ของๆ Hello Kitty

นอกจากนั้นยังมีนักร้องชื่อ Lisa Loeb ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของ Hello Kitty ทำอัลบั้มเพลงทั้งอัลบั้มเพื่อ Kitty ชื่อ Hello Lisa

ในครั้งแรกที่ Hello Kitty ทำการตลาดในอเมริกา ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่าง

ฝ่ายวิจัยของซานริโอ้ค้นพบว่าคนอเมริกาตอบรับกับแมวที่มีสีชมพูและม่วง และเกลียดสีนํ้าเงิน, เหลืองและแดง

Little Snail หนึ่งในเพื่อนของ Kitty ต้องถูกนำออกไปเพราะคนอเมริกันไม่ชอบ

สุดท้ายซานริโอ้ก็ปรับเวอร์ชั่นอเมริกาและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน

จริงๆแล้วการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมทุกครั้งก็ไม่ได้ดีเสมอไป

อย่างการเอา Kitty ไปใส่ชุดประจำชาติของใต้หวันและฮ่องกงทำให้สินค้าขายไม่ออก

เพราะการเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-อังกฤษของ Kitty คือจุดสเน่ห์ของเธอ

ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมคิดว่าการคิดค้น Hello Kitty เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นวัฒนธรรม “Kawaii” (แปลว่า น่าร๊อกอ่ะ)

ซึ่งหาไม่ได้ในตัวละครอื่นๆอย่างเช่นโปเกม่อนซึ่งคนอาจจะมองในแง่บวกหรือลบก็ได้

ความนิยมของ Kawaii แสดงถึงตัวอย่างของวัฒนธรรมที่กลมกลืน,รักสงบและไม่ปรุงแต่งของประเทศญี่ปุ่น

ดร.คินเซล่าได้เขียนอธิบายส่วนผสมของตัวละคร Kawaii ไว้ว่า ส่วนผสมที่สำคัญของตัวการ์ตูนน่ารักๆคือต้อง ตัวเล็ก, นุ่มนิ่ม, ไร้เดียงสา, อบอุ่น, กลมๆ, ไม่มีอวัยวะที่ชัดเจน, ไม่มีปาก, ไม่มีเพศ, ไม่พูด, อ่อนแอ, ต้องการคนดูแลและดูงงๆ

ความน่ารักแบบ Hello Kitty นั้นเป็นประโยชน์กับการขายของให้เด็กนักเรียนเพราะว่ามันให้ตัวตนกับสิ่งที่ไม่ตัวตนอย่างกระดาษหรือไดอารี่

ตอนนี้ความน่ารักกลายเป็นสไตล์ของชนชาติญี่ปุ่นไปแล้วซึ่งถือว่ามาไกลมากจากการเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเด็กๆ

Source: http://www.independent.co.uk/news/world/asia/top-cat-how-hello-kitty-conquered-the-world-831522.html

ที่มาบทความ : http://buffettcode.com/kitty/

nter logo

สนใจลงทุนในกองทุนรวม พร้อมรับคำแนะนำการลงทุนจริงจาก FINNOMENA แค่กรอกรายละเอียดสั้นๆ

ลงทะเบียนรับสิทธิ์