สรุป The Big Short - หนังดีที่หลายคนดูไม่รู้เรื่อง

มีสปอยล์เนื้อหาของภาพยนตร์บางส่วน

The Big Short ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเหล่านักการเงินมืออาชีพชาวอเมริกันผู้คาดการณ์และหาโอกาสทำกำไรจากการก่อตัวขึ้นของวิกฤตฟองสบู่สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังถึงจุดจบในช่วงปี 2007 ถึง 2008

The Big Short เล่าถึงที่มาที่ไปของวิกฤต ยิ่งไปกว่านั้นยังถ่ายทอดอารมณ์และความย้อนแย้งทางด้านศีลธรรมในจิตใจของตัวละครที่มองเห็นวิกฤตก่อตัวขึ้นได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงอธิบายตราสารทางการเงินที่ซับซ้อนอันเป็นจุดกำเนิดของวิกฤต ซึ่งหลายๆ คนที่ได้รับชมมาแล้วอาจมีข้อสงสัยกันบ้าง

เราจะมาอธิบายว่าแต่ละตัวละครเขาทำอะไรกัน ใช้เครื่องมืออะไร และแต่ละเครื่องมือมันคืออะไร?

จุดเริ่มต้นของ The Big Short

ไมเคิล เบอร์รี่ ในห้องทำงานของเขา, ที่มา: The Verge

ภาพยนตร์เริ่มต้นเล่าเหตุการณ์ในปี 2005 เมื่ออดีตนายแพทย์ผู้ผันตัวมาเป็นผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ นามว่า ไมเคิล เบอร์รี่ (Michael Burry) พบว่าในตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีการก่อตัวของฟองสบู่ขนาดมหึมาอันเกิดจากความเสี่ยงของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีเครดิตต่ำ (Subprime) ซึ่งซ่อนอยู่ใน Collateralized Debt Obligation (CDO) หรือหลักทรัพย์ที่เกิดจากการมัดรวมหนี้สินเชื่อเข้าด้วยกัน

เขาจึงเปิดเกมเข้าซื้อตราสารอนุพันธ์ที่ชื่อว่า Credit default swaps (CDS) กับสถาบันการเงินต่างๆ ไปทั่ว ตราสารตัวนี้ทำหน้าที่เสมือนประกันว่าตลาดอสังหาฯ จะพินาศลง ซึ่งคล้ายกับการเปิดโอกาสให้เขาสามารถ short ตลาดอสังหาฯ นั่นคือเขาเดิมพันว่ามูลค่าของตลาดอสังหาฯ จะลดลง โดยยอมจ่ายค่าเบี้ยประกัน (CDS spread) ในแต่ละปี  

เท่านั้นแหละครับ!! ลูกค้ากองทุนของเขาด่ายับเลย เนื่องจากสถาบันทางการเงินและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างออกมาบอกว่าตลาดอสังหาฯ ยังคงแข็งแรง หนักๆ ลูกค้าก็แห่ถอนเงินออก แต่เขาก็ได้ระงับการถอนเงินชั่วคราวไปเลย

ตรงนี้บางคนอาจงงว่าอะไรคือ short

หลายคนคงคิดว่าการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนต้องเกิดจากการซื้อถูกขายแพง ใช่ครับ นักลงทุนที่ทำ short ก็ซื้อถูกขายแพงเหมือนกัน เพียงแต่ว่าพวกเขายืมของมาขายแพงก่อนแล้วค่อยซื้อถูกเอากลับไปคืนที่ยืมมา นักลงทุนที่ทำแบบนี้คือคนที่เดาว่าราคาสินทรัพย์นั้นจะลง

Mortgage-Backed Security (MBS)

ฉากที่สาวสวยอธิบาย MBS, ที่มา: Vogue

ก่อนจะไปมากกว่านี้ ภาพยนตร์เริ่มอธิบายตราสารทางการเงินตัวหนึ่งที่เรียกว่า Mortgage-Backed Security (MBS) ในฉากที่มีสาวสวยแช่ตัวในอ่างอาบน้ำดื่มแชมเปญ โดย MBS เกิดจากการที่ธนาคารได้นำสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันมามัดรวมๆ กันแล้วขายต่อกับนักลงทุน โดยภายในนั้นอาจเป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีเครดิตสูง (Prime) หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่มีเครดิตต่ำ (Subprime) ก็ได้

มาต่อกันที่ภาพยนตร์

ในขณะเดียวกัน จาเร็ด เวนเน็ตต์ (Jared Vennett) นายหน้าขายพันธบัตรแห่งด๊อยซ์แบงค์ (Deutsche Bank) บังเอิญได้ข่าวการเข้าซื้อ CDS กว่า 1,300 ล้านเหรียญ ของไมเคิล เบอร์รี่ (ฉากงานฉลองต้นเรื่อง) เลยเริ่มหาข้อมูลมาเสนอให้เหล่าผู้จัดการกองทุนเข้าซื้อ CDS หวังได้ค่าคอมมิชชั่นและอยากจะ short ตามบ้าง

บังเอิญลูกทีมโทรผิดไปหากลุ่มของ มาร์ค บาม (Mark Baum) ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันแห่งหนึ่ง พ่อหนุ่มขี้วีนผู้จ้องหาด้านมืดของระบบการเงินได้สะดุดตากับข่าวการเข้าซื้อ CDS ของไมเคิล เบอร์รี่ แต่ก่อนที่เขาจะปิดดีลเข้าซื้อ short ครั้งนี้ ก็ได้หาข้อมูลของดีลมูลค่ากว่า 1,300 ล้านเหรียญ แล้วพบว่า ไมเคิล เบอร์รี่ เจอเข้ากับหนี้ก้อนมหึมาซึ่งซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ชื่อว่า Collateralized Debt Obligation (CDO) ที่เกิดจากการนำพันธบัตร หุ้นกู้ รวมไปถึง MBS มารวมๆ กันแล้วห่ออย่างสวยงามออกมาขายนักลงทุน แถมยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อ AAA (ระดับสูงสุด) ซึ่งจริงๆ แล้วประกอบไปด้วยขยะจากกลุ่มซับไพร์มกว่า 65 % อันเป็นตัวเร่งการเกิดวิกฤต

นอกจากนี้เขายังได้ส่งลูกทีมออกสำรวจตลาดอสังหาฯ ซึ่งมีแต่บ้านที่ว่างเปล่าและราคาที่สูงลิบ มาร์ค บาม จึงสรุปว่าเขาได้พบกับฟองสบู่อันจะนำมาซึ่งวิกฤตในเร็วๆ นี้ จึงจัดการปิดดีล short กับจาเร็ด เวนเน็ตต์

มาถึงคู่หูเด็กเกรียนอย่าง ชาร์ลี เกลเลอร์  (Charlie Geller) กับ เจมี่ ชิปลีย์ (Jamie Shipley) ได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอดีตนักการเงินผู้หันหลังให้กับระบบการเงินนามว่า เบน ริกเคิร์ต (Ben Rickert) หลังจากพบเอกสารนำเสนอของ จาเร็ด เวนเน็ตต์ ที่ล็อบบี้ธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อขอเข้าซื้อ CDS ต่อในตลาดรอง เพราะทั้งสองยังทุนไม่หนาพอที่จะเข้าซื้อ CDS โดยตรงกับสถาบันการเงินเหมือนพวกกองทุน และสุดท้ายก็นำไปขายต่อที่ตลาดในยุโรปตอนตลาดอสังหาฯ ใกล้ล้ม (ช่วงท้ายเรื่อง)

เบน ริกเคิร์ต อดีตนักการเงิน นำแสดงโดย แบรด พิตต์, ที่มา: Express

Synthetic CDO

ในระหว่างที่เรื่องดำเนินไป โดยฉากในกาสิโน ที่ลาส เวกัส ภาพยนตร์ได้อธิบายถึงตราสารทางการเงินที่ซับซ้อนตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า Synthetic CDO ในฉากที่นักพนันกำลังเล่นพนันอยู่ แล้วก็เกิดการพนันซ้อนพนันกันเกิดขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว Synthetic CDO คือการทำตราสารโดยอ้างอิงกับ CDS อีกทีหนึ่ง

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

ฉากที่ริชาร์ด เธเลอร์ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และ เซเลนา โกเมซ นักร้อง อธิบายเรื่อง Synthetic CDO, ที่มา: All About Psychology

ภาพยนตร์จึงเปรียบ Synthetic CDO เป็นการพนันซ้อนพนัน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนเลือกเดิมพันกับตลาดอสังหาฯ ฝั่งไหน  แล้วก็ยังมีการทำ Synthetic CDO ซ้อนกันไปเรื่อยๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดการขายแบบลูกโซ่อันวินาศสันตะโรเมื่อตลาดอสังหาฯ พังลง

งานเลี้ยงเลิกรา

สุดท้ายคู่หูสุดเกรียนได้รับบทเรียนอันแสนหดหู่จากการเดิมพันของพวกเขา ความบกพร่องทางศีลธรรมไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสินเชื่ออย่างมหาศาลปานฟ้ารั่ว หรือแม้กระทั่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อที่จัดอันดับกองสินเชื่อเน่า (CDOs) ได้มั่วขนาดนี้ ทั้งหมดเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “เงิน”

ในท้ายที่สุดใครก็ตามที่ลงทุนฝั่งเดียวกับคุณหมอไมเคิล เบอร์รี่ ได้รับผลตอบแทนเกือบ 500% หลังจากทุกอย่างพินาศลง

คำถามที่เกิดหลังจากรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ คือ ถ้าหากท่านคือบุคคลเหล่านี้ผู้ซึ่งเห็นเค้าลางของความพินาศ ท่านจะเลือกฝั่งใด ระหว่างออกลุยเตือนตลาดที่กำลังคลั่งและมั่นใจมาก กับ เป็นคนกลุ่มน้อยผู้ซึ่งเลือกเดิมพันเพื่อความมั่งคั่งอันเกิดจากความพินาศของคนทั้งตลาด?

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.investopedia.com/articles/investing/020115/big-short-explained.asp

https://www.scbeic.com/th/detail/product/901

http://time.com/money/4142920/the-big-short-review-things-you-should-know-explainer/

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน