กลับไปทำงานประจำ

หลาย ๆ  ปีก่อนในช่วงที่ตลาดหุ้นยังปรับตัวขึ้นเป็น “กระทิง” ต่อเนื่องยาวนานนั้น  เรามักพบนักลงทุนโดยเฉพาะที่ยังหนุ่มแน่นอายุไม่มากเช่น 30-40 ปีหลาย ๆ  คนลาออกจากงานประจำและหันมาลงทุนเต็มตัว  บางคนมีเงินก้อนหนึ่งอาจจะแค่ 2-3 ล้านบาทซึ่งเขา “คิด” ว่าสามารถทำเงินแต่ละเดือนจากการเล่นหุ้นได้ 40,000-50,000 บาท ซึ่งมากพอที่จะ “เลี้ยงชีพ” ได้  ดังนั้นเขาจึงลาออกจากงานประจำเงินเดือนน้อยนิดและน่าเบื่อเพื่อเน้นเล่นหุ้นที่จะ “ได้กำไรดีขึ้น” จากการ “ทุ่มเท” กับการ “ลงทุน” อย่างจริงจัง  ในวันนี้ผมเชื่อว่าพวกเขาคงกลับมาทำงานประจำกันหมดแล้วเพราะขาดทุนหุ้นหนัก  ไม่มีเงินพอเลี้ยงชีพ

นักลงทุนอีกหลายคนนั้น  ประสบความสำเร็จสูงกว่าจากการลงทุนและมีพอร์ตเพิ่มขึ้นมากจนคิดว่าตนเองมี  “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว  เนื่องจากคิดว่าพอร์ตของเขาใหญ่พอที่ถ้าสามารถทำผลตอบแทนเพียงปีละ 10-20% แบบทบต้นนั่นคือได้กำไรโดยเฉลี่ยแบบนั้นทุกปีเขาก็สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงานประจำ  ตัวอย่างเช่น  พอร์ตอาจจะเท่ากับ 10 ล้านบาท  ได้ผลตอบแทนปีละ 12% ก็จะได้เงินกำไรมาใช้ปีละ 1,200,000 บาท หรือเท่ากับเดือนละ 100,000 บาท ดังนั้น เขาก็สามารถใช้ชีวิตที่อิสระโดยมีการลงทุนเป็นงานที่เขาชอบและเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยเฉพาะการท่องเที่ยวไปทั่วโลก  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เขาไม่ได้มีภาระอะไรมากมายและก็ยังเป็นคนที่ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรฟุ่มเฟือย  ดังนั้น  นี่คือ  “ความฝัน” ที่เขาเคยคิดมานาน  นั่นคือ  เกษียณก่อนกำหนดมาก   และใช้ชีวิตตามที่ตนเองชอบ  ไม่มีจ้าวนายมาสั่งให้ทำอะไรที่ตนไม่ชอบ

เมื่อหลายวันก่อนผมได้พบกับนักลงทุนที่ห้างสรรพสินค้าที่ผมมักไปประจำ  เขามาทักทายผมและแนะนำว่าชื่อ “เต้” เป็นคนที่อยู่แถวบ้านย่านเดียวกับผม  เคยเห็นผมอยู่บ่อย ๆ  แต่ไม่ได้เข้ามาทัก  เราก็เลยได้คุยกัน  เขาบอกว่าตนเองเป็นนักลงทุนแนว “ไฮบริด” นั่นคือใช้ทั้งหลัก VI และเทคนิคผสมกัน  มักซื้อหุ้นที่กำลังร้อนแรงและเมื่อราคาขึ้นไปทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำก็จะขายทิ้งซึ่งก็ทำให้  “รอดตัว” เมื่อหุ้นตัวนั้นตกจนบางครั้งเป็นหายนะ  เขาเล่าเรื่องการเล่นหุ้นบางตัวที่เคยร้อนแรงมากและเขาได้กำไรมากเป็น  “หลายแสนบาท” ก่อนที่มันจะกลายเป็นกิจการที่กำลังล้มละลายในตอนนี้  เช่นเดียวกับหุ้นอย่าง  ปตท. ในช่วงก่อนที่มันจะปรับขึ้นไปหลายเท่า  เขาทำกำไรกับมันเป็นกอบเป็นกำ  และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขา  “มีอิสรภาพทางการเงิน”  หลังจากลงทุนได้ประมาณ 12 ปีจากอายุ 23 ถึง 35 ปี  หลังจากนั้นเขาก็เกษียณอายุออกมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวจากการเป็นพนักงานของบริษัทข้ามชาติผู้ให้บริการ IT แห่งหนึ่ง    และเป็นนักลงทุนเต็มตัวมาได้ 7 ปีแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ด้วยอายุ 42 ปี  เขาได้กลับเข้ามาทำงานกินเงินเดือนอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้หลังจากที่ตลาดหุ้นเงียบเหงาและเขาไม่ค่อยได้ทำอะไรกับหุ้นมาประมาณ 2 ปีแล้ว  หุ้นที่ถืออยู่ก็แค่ 20% ของเงินที่มีอยู่  นี่เป็นการกลับมาทำงานประจำที่ไม่ได้มาจากการที่หุ้นตกและเต้ขาดทุนหนักแต่มาด้วยเหตุผลอื่น

เมื่อเต้ตัดสินใจเกษียณตอนอายุ 35 ปีนั้น  เขาคาดหวังที่จะใช้ชีวิตที่เขาชอบ  เขาตัวคนเดียวไม่มีแฟนและไม่มีภาระที่จะต้องดูแลพ่อแม่แม้ว่าเขายังอยู่บ้านพ่อแม่  เขาใช้ชีวิตที่สมถะไม่ฟุ้งเฟ้อไม่เคยใช้จ่ายกับอะไรมากมาย  วัน ๆ  หนึ่งก็ใช้ “ไม่กี่บาท”  เขาไม่ได้มีเพื่อนมากมาย  เพื่อนที่เป็นนักลงทุนเขาก็ไม่ได้คบค้าเป็นเรื่องเป็นราว  เขาไม่มี “ก๊วน” ลงทุนที่แลกเปลี่ยนข้อมูลหรือร่วมกันเล่นหุ้นตัวเดียวกัน  เขามีแนวทางและการดำเนินชีวิตของตนเอง  เขาเที่ยวต่างประเทศในช่วงต้น ๆ  และก็อ่านหนังสือมาก  เวลาผ่านไปหลายปีที่เขานั่งทำงานหรือลงทุนอยู่กับบ้านนั้น  เพื่อน ๆ  ของเขาต่างก็ทยอยแต่งงานมีครอบครัว  บางคนก็คงห่างเหินกันไป  ชีวิตเขาเริ่มเหงา  วันหนึ่งเขาได้อ่านพบว่าคุณหมอชื่อดังคนหนึ่งอายุ 90 กว่าปีแล้วแต่ก็ยังทำงานและบอกว่าเหตุผลของการทำงานนั้นไม่ใช่เรื่องเงินแต่เป็นการทำตัวให้เป็นประโยชน์   มีคุณค่า  มีเงินแต่ไม่ทำงานนั้นชีวิตก็อาจจะไร้ความหมาย  นั่นทำให้เต้เริ่มคิดว่าการลงทุนที่ตนเองทำอยู่นั้น  อาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรต่อคนอื่น  นอกจากนั้น  อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ  เขาเริ่มคิดว่าเงินที่มีอยู่นั้นก็อาจจะไม่พอที่จะใช้ชีวิตตลอดไปเนื่องจากค่าเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   ผมเองคิดว่าผลตอบแทนของการลงทุนที่ลดลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาน่าจะทำให้เขาเริ่มคิดว่า  เขาอาจจะยังไม่ได้มีอิสรภาพทางการเงินร้อยเปอร์เซ็นต์  การเจ็บป่วยรุนแรงก็อาจจะทำให้ความมั่งคั่งหายไปได้อย่างง่ายดาย

เหตุผลของเต้ที่ต้องการกลับมาทำงานยังมีต่อ  เขาเริ่มรู้สึกว่าการมีสังคมของเพื่อนร่วมงานในออฟฟิสนั้นเป็นสิ่งที่น่ารื่นรมย์และดีกว่าการนั่งทำงานอยู่คนเดียวที่บ้าน  เขามีเวลาปรึกษาพูดคุยกับคนอื่น  ดูเหมือนว่าเขาอยากจะมีความรักกับผู้หญิงซักคนที่จะเป็นคู่คิด  เขาคงเห็นจากเพื่อนที่มีครอบครัวและบางคนก็อาจจะมีลูก  ความเป็น “อิสระ”  ที่จะทำอะไรก็ได้นั้นดูเหมือนว่าอาจจะเป็น “ภาพลวงตา”  เวลาที่ยังไม่มีเราก็อาจจะอยากได้มันมาก  แต่เมื่อเราได้มันมาจน “ชิน” แล้ว  มันก็อาจจะเป็นชีวิตที่ไม่ค่อยมีความหมาย  เราอยากมีเพื่อน  เราอยากได้รับการยอมรับ  เราอยากเป็นที่พึ่งของใครบางคน  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้ทำให้เต้กลับมาทำงานเป็น “ผู้จัดการ” ในโครงการเกี่ยวกับ IT ให้กับธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในขณะนี้ด้วยรายได้ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเงิน 6 หลักต่อเดือน  และนี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เต้บอกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่คนเราจะต้องมีรายได้หลาย ๆ  ทางตามแนวของหนังสือ  “พ่อรวยสอนลูก”  นั่นก็คือ  มีทั้งเงินเดือน  ปันผลหรือกำไรจากการลงทุนในหุ้น  และค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์  เป็นต้น  นี่จะทำให้ชีวิตการเงินของเรามั่นคงกว่าการพึ่งการลงทุนในหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว

ในความรู้สึกของผม  สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปคงทำให้ความคิดของเต้เปลี่ยนไป  อายุและความรอบรู้จากการอ่านและศึกษาในช่วงเวลาที่ค่อนข้างว่างในฐานะนักลงทุนเต็มตัวก็น่าจะมีส่วนมาก  ในยามที่อายุยังน้อย  คนก็มักจะไม่ค่อยคิดถึงอนาคตที่ยาวไกล  พวกเขากล้าเสี่ยงกว่า  พวกเขามีเพื่อนที่มีเสรีภาพมากกว่าในชีวิตเพราะไม่มี “ภาระ” อะไรที่จะต้องรับผิดชอบซึ่งทำให้รู้สึกสนุกสนานรื่นรมย์  แต่ทั้งหมดนั้นในไม่ช้าก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  ถึงตัวเราไม่เปลี่ยนแต่คนอื่นรวมถึงเพื่อนฝูงและคนรอบตัวก็เปลี่ยน  ดังนั้น  ความคิดและมุมมองต่อโลกของเราก็มักจะเปลี่ยน

ผมเองเห็นด้วยกับเต้ในการกลับมาทำงานประจำ  มันไม่ใช่เรื่องของความล้มเหลวของการลาออกจากงานมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวตั้งแต่อายุ 35 ปีด้วยเงินที่  “ยังไม่เพียงพอ” และยังไม่ได้มี “อิสรภาพทางการเงิน” จริง ๆ   เขาอาจจะตัดสินใจ “ผิดพลาด” เพราะในยามนั้นเขาอาจจะยังมีประสบการณ์ไม่เพียงพอและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนและผลตอบแทนที่ได้รับก็ยังไม่ถูกต้องเฉพาะอย่างยิ่งที่อาจจะคิดว่าการลงทุนจะได้ผลตอบแทนสูงอย่างที่เคยได้รับไปเรื่อย ๆ  และค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะคงที่ไปเรื่อย ๆ   แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีมากก็คือ  เต้กล้าตัดสินใจกลับมาทำงานและดูเหมือนว่าจะมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่เขาเคย “หนี” จากมา  เพราะผมเชื่อว่า  ด้วยอายุขณะนี้และฐานะการเงินที่เป็นอยู่  เขาควรที่จะยังทำงานประจำที่มีรายได้ที่มีนัยสำคัญและมั่นคง  มีสังคมที่หลากหลาย  โดยที่การลงทุนนั้นน่าจะเป็นกิจกรรมรองที่สำคัญอย่างยิ่งแต่ไม่ได้ใช้เวลามาก  ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามันเป็นการลงทุนระยะยาว  อาจจะเป็นแบบ VI หรือลงทุนในกองทุนอิงดัชนีในตลาดหุ้นที่ยังโตและมีอนาคต

ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเองนั้น  ผมเกษียณตัวเองเมื่ออายุ 50 ปีต้น ๆ  เพื่อมาเป็นนักลงทุนเต็มตัว  ในวันนั้น  ผมเองพร้อมเต็มที่ในทุกด้านที่จะใช้ชีวิตอย่างเสรีและมีความสุขที่ได้ “หนี” ออกจากงานประจำที่น่าเบื่อและ “อันตราย”  ถึงวันนี้ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกต้องและจะไม่หวนกลับไปทำงานที่ไม่ชอบอีกเลย  พอร์ตหุ้นของผมในตอนนั้นใหญ่พอที่จะสร้างรายได้ต่อปีสูงกว่า  5 เท่าของรายได้จากการทำงานประจำ  นอกจากนั้น  ผมเองก็สามารถใช้ชีวิตที่มี  “คุณค่า”  นั่นก็คือการเผยแพร่ความรู้ทางการลงทุนผ่านข้อเขียนและสื่อต่าง ๆ  เช่นเดียวกับชีวิตสังคมและครอบครัวที่ “ลงตัว” หมดแล้ว  ซึ่งทั้งหมดก็คือเงื่อนไขสำคัญก่อนที่เราจะเกษียณจากงานประจำ   ผมคิดว่าวันหนึ่งเต้เองก็อาจจะกลับไปเกษียณก่อนกำหนดอีกครั้งก็เป็นได้เมื่อทุกอย่างพร้อม  อาจจะอีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อเขาอายุ 50 ต้น ๆ  อย่างที่ผมเคยทำ  และวันนั้นก็จะเป็นวันที่เขามีความสุขที่แท้จริง

ที่มา: http://www.thaivi.org/กลับไปทำงานประจำ/