สัปดาห์ก่อนมีข่าวเล็ก ๆ ว่ามีการ “โกง” ในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่อิงอยู่กับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเก่าแก่แห่งหนึ่ง เงินที่ถูกโกงไปก็อาจจะมีแค่ “สองสามพันล้านบาท” (อีกแระ) ดังนั้น เรื่องนี้ก็อาจจะเป็นข่าวเล็ก ๆ ที่ออกมาครั้งเดียวแล้วก็จะเลือนหายไปเมื่อเทียบกับสหกรณ์ออมทรัพย์ใหญ่ ๆ อีกหลายแห่งที่มีการโกงและความเสียหายเป็นหมื่นล้านบาท

นอกจากการโกงเงินของสหกรณ์ที่มีมาต่อเนื่องแล้ว การโกงผ่าน “แชร์ลูกโซ่” ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาและก็มักจะเป็น “ข่าวเล็ก ๆ” ในหน้าหนังสือพิมพ์ซัก 1-2 วันแล้วก็เลือนหายไปเพราะเงินที่โกงกันก็อาจจะแค่หลักร้อยหรือพันล้านบาท

ในช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์ “ร้อนแรง” เพราะดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีและปริมาณการซื้อขายหุ้นขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก็มีข่าวการ “โกง” เกิดขึ้นต่อเนื่อง เม็ดเงินที่มีการโกงนั้นหลาย ๆ กรณีคิดเป็นเงิน “หลายหมื่นล้านบาท” รวม ๆ แล้วน่าจะเกิน “แสนล้านบาท” ดังนั้น บ่อยครั้งก็เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ติดต่อกันนานหลาย ๆ วันหรือหลาย ๆ เดือน

การโกงทั้งหมดที่พูดถึงนั้นเฉพาะที่เป็นข่าวหรือเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องกล่าวโทษ ส่วนที่โกงกันแล้วจับไม่ได้คงมีอีกมากโดยเฉพาะการโกงในตลาดหลักทรัพย์ที่แม้ว่าคนโกงจะได้เงินเป็นพันหรือหมื่นล้านบาทแต่บ่อยครั้งคนที่ “ถูกโกง” ก็ “ไม่รู้ตัว” หรือรู้แต่ก็ไม่อยากจะเอาเรื่องอะไรกับคนที่โกง เหตุผลก็เพราะคนที่ถูกโกงแต่ละคนนั้น “เสียหายไม่มาก” บางทีก็อาจจะเป็นการ “ขาดทุนนิดหน่อย” จาก “การซื้อขายหุ้น” และก็ไม่รู้ว่าถูก “ใครโกง” อย่างชัดเจนเพราะไม่สามารถหาหลักฐานได้

ทำไมคนจึงชอบโกง และจะแก้ปัญหาอย่างไร?

ถ้าพูดแบบคนที่ยึดถือศีลธรรมและจารีตประเพณีเป็นหลักพวกเขาก็จะพูดว่าเป็นเพราะมีคนที่ “ไม่ดี” อยู่ในสังคม วิธีที่จะขจัดการโกงก็คือการไม่ให้ “คนไม่ดี” เข้ามามีบทบาทในตำแหน่งที่สามารถโกงได้ในทุกองค์กร นอกจากนั้นก็จะต้องตั้งหน่วยงานที่เข้มแข็งและมีอำนาจมากขึ้นมาตรวจสอบและจับคนโกง แต่ปัญหาก็คือ เรามักจะไม่รู้ว่าคนไหนคือ “คนไม่ดี” จริง ๆ และหน่วยงานที่จับโกงนั้นจะตั้งใจจับ “คนโกง” มากน้อยแค่ไหนหรือมีความสามารถพอที่จะตรวจจับคนโกงได้ดีพอหรือไม่

ในความคิดของผมแล้ว พฤติกรรมต่าง ๆ ของคนเรานั้น ที่สำคัญที่สุดเกิดจาก “ยีน” ของมนุษย์ แน่นอน การอบรมสั่งสอนและเรื่องของศีลธรรมก็คงจะมีส่วนบ้าง แต่จะนำมาเป็นคำอธิบายกับคนทั่วไปได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่ “ในวัด” ที่ทุกคนน่าจะยึดถือหลักคำสอนของศาสนาที่จะต้องไม่โกง แต่ก็มีเรื่องราวของการโกงกันอย่างต่อเนื่องและผมคิดว่าไม่ได้มีการโกงน้อยกว่าในแวดวงอื่น ๆ ด้วยซ้ำ

จากการวิเคราะห์โดยอาศัยเรื่องของยีนแล้ว ผมคิดว่ามนุษย์น่าจะมี “ยีนของการโกง” อยู่ในตัว—ทุกคน แต่ใครจะโกงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ที่จะถูกจับได้และโทษทันฑ์ที่จะได้รับ โดยที่ผลตอบแทนก็คือมูลค่าคิดเป็นเม็ดเงินที่จะได้รับ ส่วนความเสี่ยงที่จะถูกจับได้นั้นรวมถึงการถูกจับโดยผู้รักษากฎหมายและโดย “สังคม” ในขณะที่โทษนั้นรวมถึงการถูกยึดเงิน ติดคุก และการเป็นที่ยอมรับหรือภาพพจน์ที่เสียหายในสายตาของสาธารณชน พูดง่าย ๆ คนจะโกงหรือไม่นั้น เขาจะคำนวณถึงผลตอบแทนเปรียบเทียบกับความเสี่ยงแบบเดียวกับทฤษฎีทางการเงินยุคใหม่ที่มักพูดกันสั้น ๆ ว่านักลงทุนนั้นจะคำนึงถึง “Risk-Return” ทางการเงินในการตัดสินใจลงทุน แต่ในเรื่องของการโกงนั้น ความเสี่ยงจะรวมถึงความเสี่ยงอื่นเช่น การถูกจับและติดคุกด้วย

ดังนั้น วิธีที่จะดูว่าสังคมไหนหรือหน่วยงานหรือองค์กรไหนจะมีโอกาสที่จะเกิดการโกงมากน้อยแค่ไหนจึงต้องวิเคราะห์ดูว่า ถ้าโกงสำเร็จ คนที่สามารถโกงได้จะได้ผลตอบแทนเท่าไร และเขาจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะถูกจับได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าถูกจับ โทษคืออะไร ตัวอย่างเช่นผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น เนื่องจากระบบการบริหารมักจะค่อนข้างหละหลวม ระบบการตรวจสอบบัญชีก็ไม่ค่อยได้มาตรฐานสากล ระบบตรวจสอบภายในก็ไม่เข้มแข็งหรือไม่เป็นอิสระจากผู้บริหาร

ดังนั้น การที่จะถูกจับได้ก็ทำได้ยากหรือไม่ก็ใช้เวลานานมาก ในขณะที่เม็ดเงินของสหกรณ์นั้นมีจำนวนมาก บางแห่งหลายพันล้านและบางแห่งหลายหมื่นล้านบาท ถ้าวิเคราะห์แบบนี้ก็จะเห็นว่าผลตอบแทนนั้นมหาศาลในขณะที่ความเสี่ยงต่ำ เหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผู้บริหารบางคนแล้ว ถึงจะถูกจับได้และโทษก็คือต้องติดคุก เขาก็อาจจะคิดว่าเขาสามารถ “หนี” ไปใช้ชีวิตที่อื่นได้ หรือแม้แย่กว่าคือต้องถูกจำคุกแต่เขาก็คิดว่าคุ้มกับเม็ดเงินที่เขาจะได้รับเนื่องจากในชีวิตนี้เขา “ไม่มีอะไรที่จะต้องเสีย” เขาไม่เคยมีเงินมากเป็นหลาย ๆ ล้านบาท การที่จะได้ผลตอบแทนเป็นร้อยหรือพันล้านบาทนั้น เขา “แลกได้ทุกอย่าง” ดังนั้นการโกงก็เกิดขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์เป็นแหล่งของเม็ดเงินมหาศาลที่สามารถให้ผลตอบแทนจากการโกงสูงลิ่วโดยเฉพาะในยามที่ตลาดเฟื่องฟู โอกาสของการโกงก็มีมากมายหลายช่องทางทั้งการโกงเงินบริษัทหรือโกงเงินผู้ถือหุ้นผ่านตลาดของการซื้อขายหุ้น โอกาสถูกจับได้นั้นมีน้อยโดยเฉพาะถ้าเป็นการโกง “คนเล่นหุ้น” วิธีการโกงนั้นหลากหลายมากมายและบ่อยครั้งไม่ผิดกฎหมายหรือไม่มีทางถูกจับได้ถ้าเข้าใจกฎเกณฑ์ดีพอ ดังนั้น ความเสี่ยงของการโกงในตลาดหุ้นจึงต่ำแต่ผลตอบแทนสูงมาก ผลก็คือ ยีนบอกให้โกงถ้าเขาวิเคราะห์แล้วพบว่ามัน “คุ้ม” ที่จะทำ

ผู้บริหารหรือนักลงทุนแต่ละคนมีความคิดเกี่ยวกับผลตอบแทนและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน คนที่มีเงินมากอยู่แล้วหรือคิดว่าตนเองมีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตตลอดชาติโดยไม่เดือดร้อน การได้ผลตอบแทนมาเพิ่มอีกก็อาจจะสร้างความพึงพอใจเพิ่มไม่มาก ในขณะที่เขาให้คุณค่ากับชื่อเสียงและภาพพจน์ของตนเองมาก เขาคิดว่าเขาสร้างชื่อเสียงที่ดีมาตลอดชีวิตและก็ภูมิใจกับมันมาก ดังนั้น ถ้ามีความเสี่ยงแม้แต่เพียงน้อยนิดที่มันจะถูกทำลายไม่ต้องคิดถึงว่าเขาอาจจะต้องถูกลงโทษและติดคุก เขาก็จะไม่โกงแม้ว่าความเสี่ยงที่จะถูกจับได้จะต่ำมากและผลตอบแทนจะสูงมาก

การโกงผู้ถือหุ้นหรือคนเล่นหุ้น

ส่วนใหญ่แล้วจะจับได้ยากโดยเฉพาะถ้าเข้าใจเกณฑ์การซื้อขายหุ้นดี ดังนั้น การโกงคนเล่นหุ้นผ่านราคาหุ้นที่ร้อนแรงในตลาดจึงเป็นกิจกรรมที่คนโกงทำกันมาก ผลตอบแทนเป็นเม็ดเงินนั้นมหาศาลในขณะที่ความเสี่ยงต่ำมาก บ่อยครั้งคนมักไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกโกง วิธีการโกงคนเล่นหุ้นนั้น บ่อยครั้งก็ต้องอาศัยการ “ปั้นตัวเลข” ของบริษัทโดยคนโกง นี่ก็เป็น “ความเสี่ยง” ที่อาจจะถูกจับได้ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปอาจจะหลายปี แต่นี่สำหรับหลายคนก็อาจจะคิดว่าคุ้ม เหนือสิ่งอื่นใด เขาได้เงินไปมากมายแล้วและอาจจะสามารถ “เอาตัวรอดได้” โดยอาศัยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ได้รับมา ดังนั้น เขาโกง

มีเรื่องที่จะพูดได้อีกยาวมากในเรื่องของการโกงในตลาดหุ้น ความเสี่ยงของนักลงทุนในตลาดหุ้นที่จะ “ถูกโกง” ในยามนี้นั้นผมคิดว่า “สูงมาก” อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไม่เคย Discount หรือนำความเสี่ยงของการถูกโกงเข้ามาคิดในการตีราคาหุ้น ไม่เคยมีนักวิเคราะห์ไหนกล้าพูดว่า “บริษัทนี้มีความเสี่ยงที่ผู้ถือหุ้นจะถูกโกง ดังนั้นราคาหุ้นจึงควรมีส่วนลดลงมา 50% จากราคาพื้นฐานที่คำนวณได้” สำหรับผมแล้ว หุ้นทุกตัวจะต้องถูกประเมินโดยดูสภาพแวดล้อมรวมถึงแรงจูงใจของผู้บริหารว่าจะมีโอกาสโกงมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีโอกาสสูงผมมักจะหลีกเลี่ยงหรือไม่ก็ต้องลดมูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้ลงอย่างมาก ในส่วนของตัวเอง ผมก็คิดว่าผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เราจะเสียชื่อเสียงจากการ “โกง” ซึ่งรวมถึงการพยายาม “ปั่นหุ้น” เพราะผมมีเงิน “มากเกินพอแล้ว”

ที่มาบทความ : http://www.thaivi.org