ถึงวันนี้สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็เข้าวันที่ 10 แล้ว ข่าวใน “สนามรบ” ที่ออกมาดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยชัดเจน เรารู้ว่ารัสเซียบุกเข้าไปในยูเครนหลายทิศทาง บางเขตโดยเฉพาะทางใต้ก็สามารถยึดพื้นที่และเมืองสำคัญเช่นเมืองท่าได้แล้ว เขตอื่น ๆ รวมถึงเมืองใหญ่อันดับสองและเมืองหลวงก็ดูเหมือนว่าจะสามารถรุกรบเข้าประชิดห่างจากเขตเมืองเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร เป็นไปได้ว่าอีกไม่นานก็อาจจะยึดเมืองสำเร็จ ชัยชนะ “ในยูเครน” ของรัสเซียนั้น “อยู่แค่เอื้อม” เมื่อคิดถึงว่ารัสเซียนั้นเป็นมหาอำนาจและมีขนาดใหญ่กว่ายูเครนมาก ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับ “หมาป่าที่ต่อสู้กับลูกแกะ” ยังไงก็ชนะไม่ช้าก็เร็ว แต่ทั้งหมดนี้ จริงหรือ?

ในฐานะที่ชอบศึกษาติดตามเรื่องของสงครามระหว่างมนุษยชาติโดยเฉพาะในกรณีของสงครามโลกครั้งที่ 2 และติดตามการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองของโลกโดยเฉพาะในช่วงหลายสิบปีมานี้  ผมเองมีมุมมองต่อสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่างจากคนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง ประการแรกก็คือ สงครามนี้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาชั่วข้ามคืนและถึงวันนี้มันได้กลายเป็นสงครามระหว่างรัสเซียกับ NATO ไปแล้ว เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นผมคิดว่ากลุ่มนาโต้มองว่าปูตินรัสเซียกำลังก้าวร้าวและต้องการนำรัสเซียกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่แบบอดีตโซเวียต คล้าย ๆ กับกรณีที่ฮิตเลอร์เยอรมันก่อสงครามในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตอนนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรไม่กล้าขัดขวางหรือทำอะไรเพราะ “กลัวเกิดสงครามใหญ่” ดังนั้น ในรอบนี้ พันธมิตรซึ่งก็คือนาโต้ก็มี “บทเรียน” แล้วว่าถ้ายังนิ่งเฉยก็จะนำไปสู่สงครามใหญ่หรือสงครามโลกอีก จึงต้องขัดขวางและต่อสู้เพื่อที่จะ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

ประการที่สองที่ผมน่าจะเห็นต่างก็คือ ผมคิดว่าเวลาที่ผ่านมาแค่ 10 วันนั้นดูเหมือนว่ารัสเซียไม่ได้ชนะหรือได้เปรียบอะไรเลยในสงคราม ผมเองคิดว่ารัสเซียกำลังเสียเปรียบและอยู่ในภาวะที่จะยากลำบากมาก ในที่สุดแล้วก็จะพ่ายแพ้แบบ “หายนะ” แบบเดียวกับที่เยอรมันประสบในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่อเมริกาประกาศเข้าสงครามร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร 2 ปีหลังจากเริ่มสงคราม  ในวันนั้น  ถ้าวิเคราะห์ดูก็จะเห็นว่าฝ่ายอักษะและเยอรมันต้องแพ้สงครามอย่างแน่นอน  เหตุเพราะว่าอเมริกานั้นเป็นประเทศใหญ่มากและมีทรัพยากรมหาศาล ไม่มีทางที่เยอรมัน ญี่ปุ่นและอิตาลีจะต่อกรได้เลย ทั้ง ๆ ที่ในวันนั้น เยอรมันและญี่ปุ่นกำลังรุกรบและมีชัยไปทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่นและเยอรมันต่างก็มองว่าอเมริกานั้นไม่มีอาวุธ ไม่มีทหารที่มีประสบการณ์และเป็นประเทศที่ประชาชนและวัฒนธรรมอ่อนแอไม่พร้อมที่จะต่อสู้อะไรทั้งนั้น  ซึ่งก็เป็นการมองที่ผิดพลาดที่สุด  บางทีอาจจะเป็นเพราะผู้นำของประเทศไม่เข้าใจหรือมีอคติ

กลับมารอบนี้  ก็อีกเช่นกันที่ได้บทเรียนจากประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2  ฝ่ายสัมพันธมิตรนาโต้ไม่ปล่อยเวลาไป 2 ปีก่อนที่จะ “ประกาศสงคราม” กับรัสเซีย พวกเขาแทบจะ “ประกาศสงคราม”ทันทีตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน  บางทีนักวิชาการสงครามคงได้เรียนรู้แล้วว่า  ยังไงกลุ่มนาโต้ก็ชนะแน่เพราะคำนวณดูแล้วว่าตนเองมีพละกำลังมากกว่ารัสเซียอย่างเทียบกันไม่ได้  พลังหรือศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งจริง ๆ ก็รวมถึงการรบหรือสงครามของรัสเซียวัดจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติหรือ GDP นั้น  เล็กกว่าของกลุ่มนาโต้มากและน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% เท่านั้น  อย่างไรก็ตาม  มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั่นก็คือ  รัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์มากเท่า ๆ  กับนาโต้  ซึ่งถ้ามันถูกนำออกมาใช้ก็สามารถทำลายล้างโลกได้  ดังนั้น  นาโต้ต้องใช้วิธีการต่อสู้ “รูปแบบใหม่” ของศตวรรษที่ 21  นั่นก็คือ สงครามการค้าและข่าวสารข้อมูลที่นาโต้มีมหาศาลในขณะที่รัสเซียมีน้อยมาก

โลกยุคใหม่ที่เป็นโลกาภิวัตน์นั้น มีประเทศน้อยมากที่สามารถอยู่ได้โดยตนเองไม่ต้องพึ่งคนอื่น ทรัพยากรต่าง ๆ ในโลกที่นำมาเลี้ยงผู้คนและทหาร ผลิตสินค้าและอุปกรณ์ที่จำเป็นรวมถึงอาวุธต่างก็ผ่านเครือข่ายการขนส่งทางเรือและอากาศ  การชำระเงินและแลกเปลี่ยนสินค้าก็ต้องอาศัยตัวกลางที่ส่วนใหญ่ก็เป็นของรัฐหรือประเทศที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศในกลุ่มนาโต้  ดังนั้น  ในขณะที่ในสงครามโลกครั้งที่ 2  เรือดำน้ำหรือเรืออูของเยอรมันเป็นกำลังสำคัญทางสงครามที่คอยจมเรือสินค้าฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ให้ขนสินค้าและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้อังกฤษ  สงครามรัสเซียกับนาโต้กลับกลายเป็นการ “แซงชั่น” ของฝ่ายสัมพันธมิตรนาโต้ไม่ให้เรือสินค้าของตนขนสินค้าให้รัสเซีย

ในด้านของการเงินเอง สถาบันการเงินของรัสเซียก็ถูกแซงชั่นไม่ให้ใช้ระบบการโอนเงิน “สากล” Swift ซึ่งทำให้รัสเซียมีปัญหาในการซื้อขายสินค้าที่จำเป็นหรือการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น ถึงแม้ว่ารัสเซียเองจะมีเงินแต่ก็ซื้ออะไรไม่ได้  ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น เงินสำรองที่สามารถเอาไปแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกับนานาชาติก็เป็นเงินของศัตรูคือเงินดอลลาร์ซึ่งสามารถถูกแช่แข็งเอาไปใช้ไม่ได้ ทั้งหลายทั้งปวงทำให้ผู้คนเฉพาะอย่างยิ่งคนรัสเซียขาดความมั่นใจในเงินรูเบิลอย่างหนักเพราะเงินนั้นไม่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์ที่สามารถนำไปใช้ที่ไหนก็ได้ ผลก็คือ เงินรูเบิลตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในชั่วข้ามคืนและก็ส่งผลต่อไปถึงตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นที่ตกลงมากลายเป็นวิกฤติไม่สามารถทำงานได้ ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาแรงหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนต้องปิดตลาดจนถึงวันนี้  เช่นเดียวกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซียก็แทบจะล้มละลาย  ข้อสรุปก็คือ  ประเทศรัสเซียแทบจะ “ล้มละลาย” แล้วแบบนี้จะต่อสู้สงครามได้อย่างไร?

สงครามการค้าและการเงินยังไม่พอ  สงครามข้อมูลข่าวสารถูกนำมาใช้อย่างเต็มพิกัด “ความไม่ชอบธรรมของรัสเซีย” ต่อการบุกยึดยูเครนและ “ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์” รวมถึงเด็กเล็กที่ต้องตายหรืออพยพหนีตายออกนอกประเทศในขณะที่พ่อต้องกลับไปจับปืนต่อสู้กับผู้รุกรานรัสเซีย ถูกกระจายออกไปทั่วโลกอย่างกว้างขวางในชั่วข้ามคืนโดยสื่อของฝ่ายนาโต้ที่ “ครอบงำโลก” อยู่  นี่ก็แตกต่างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แม้แต่เรื่องของคนยิวถูกฆ่าตายในค่ายกักกันของเยอรมันเป็นล้านล้านคนเป็นเวลาหลายปีก็ไม่ถูกนำเสนอเลย ดังนั้น  “มติมหาชนโลก” ต่อรัสเซียจึงเป็นลบอย่างหนัก  ในแทบทุกวงการตั้งแต่บริษัทธุรกิจระดับยักษ์ของโลกรวมถึงแอปเปิล เฟซบุ๊ก โตโยต้า ต่างก็ระงับการทำธุรกิจกับรัสเซีย แม้แต่แวดวงของการกีฬาที่คนเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองก็ต่อต้านรัสเซียและไม่ยอมให้รัสเซียร่วมเล่นด้วย  ตอนนี้ถ้าคุณเป็นบริษัทหรือสถาบันระดับโลกและคุณไม่ทำอะไรที่เป็นการประท้วงหรือไม่เห็นด้วยกับการบุกของรัสเซีย คุณก็คือ “หมาหัวเน่า” และคนจะไม่ร่วมสมาคมหรืออุดหนุนสินค้าของคุณ การถูก “โดดเดี่ยว” นั้น  ในช่วงแรกคุณก็จะเศร้าหมอง ในระยะยาว คุณตาย และในที่สุดคนรัสเซียเองอาจจะต้องบอกปูตินว่า คุณต้อง “จบ” แล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่นาโต้ต้องการ

ถ้า “จนตรอก” จริง ๆ รัสเซียยังมีระเบิดนิวเคลียร์ที่จะใช้ได้  แต่รัสเซียจะกล้าใช้หรือ?  ปูตินอาจจะมีอำนาจสั่งและสั่งได้  แต่คนที่จะทำก็ต้องมีหลายคนเช่นผู้บังคับบัญชากองทัพ  แล้วเขาจะทำหรือ?  ถ้านาโต้ก็ไม่ได้ยิงนิวเคลียร์หรือข่มขู่ที่จะทำ  ว่าที่จริงนาโต้ไม่ได้ประกาศด้วยซ้ำว่าเป็นคู่สงคราม  ดังนั้น  สงครามนิวเคลียร์ก็คงไม่เกิด  นิวเคลียร์นั้นที่จริงเป็นอาวุธที่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามใหญ่โดยเฉพาะระหว่างประเทศใหญ่ ๆ ของโลก เพราะทั้งสองฝ่ายรู้ว่าถ้ายิงออกไป ตัวเองก็จะตายด้วย แต่นิวเคลียร์นั้นไม่ได้ทำให้คุณชนะสงคราม  แม้แต่มหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างอเมริกาก็  “แพ้สงคราม”  เนือง ๆ ต่อประเทศที่เล็กกว่ามาก และที่แพ้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องของการยิงปืน  ขีปนาวุธ หรือระเบิด เลย  แพ้เพราะเรื่องของ “ข้อมูลข่าวสาร” ทั้งนั้นใน “สงครามยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21” รัสเซียกำลังทำผิดพลาดมาก บางทีอาจจะเพราะว่าปูตินแก่เกินไปและมีชีวิตอยู่ในโลกของความขัดแย้งรุ่นเก่าจึงไม่รู้ว่าโลกเปลี่ยนไปเกือบหมดแล้ว  การที่ยังสามารถตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศได้นั้นก็เพราะ  “อำนาจเผด็จการ” ที่ยังมีอยู่มากในรัสเซียซึ่งมักทำให้ประเทศเสียหายหนัก และก็เป็นแบบนี้ในทุกประเทศที่เป็นเผด็จการทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ในฐานะนักลงทุนที่ต้องอิงกับพื้นฐานของประเทศ ผมได้เห็นความเสียหายจากการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่เป็นเผด็จการมากขึ้นทุกที หุ้นของประเทศเหล่านั้นบางทีหรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ก็มีราคาถูกมากจนเรียกได้ว่าเป็น หุ้น VI” แต่โชคดีที่ไม่ได้เข้าไปลงทุน  เพราะสุดท้ายผู้นำก็ใช้อำนาจเผด็จการที่เป็นผลเสียหายแก่หุ้นและเราก็ทำอะไรไม่ได้เลย  ดังนั้น  ก่อนลงทุนก็ต้องวิเคราะห์ประเด็นนี้ก่อน  ผมเองคิดว่าถ้าประเด็นก็คือเป็นเผด็จการ  แต่อำนาจไม่ได้อยู่ที่คนคนเดียว  แบบนี้ก็อาจจะยังพอรับได้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ที่มาบทความ: https://blog.settrade.com/blog/nivate/2022/03/07/2644

คู่มือเลือกกองทุน SSF RMF อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ผู้เขียน