dr-visit-19-23-1-17-new

“ในปีใหม่ 2017 นี้ ผมขออวยพรให้นักลงทุนทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และมีความมั่งคั่งที่ยั่งยืน”

  • ในช่วงระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 4 ม.ค. ถึง 6 ม.ค. นักลงทุนต่างประเทศซื้อพันธบัตรระยะสั้น 1.49 พันล้านบาท ซื้อหุ้นใน Cash Market 7 พันล้านบาท และทำการ Long TFEX จำนวน 15,984 สัญญา บ่งบอกถึงภาวะการหวนกลับมาของ Risk Appetite ชั่วคราว ซึ่งสอดคล้องกับการที่นักลงทุนทั่วโลกหันกลับมาซื้อพันธบัตรของ EM อีกครั้งนับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
  • ถ้านักลงทุนต่างประเทศหยุดขายตลาดพันธบัตรไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ถูก Most underweight เป็นอันดับ 1 จากนักลงทุนในตลาดพันธบัตร จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย ที่กำลังถูกจับตาเป็น Market Overweight อันดับ 5 ของตลาด Emerging Market สำหรับ Active Fund จากการ Survey ของ House ต่างประเทศ
  • การที่ธนาคารกลางจีนกำหนดค่ากลางของเงินหยวนที่ 6.8668 หยวนต่อดอลลาร์ (แข็งค่าขึ้น +0.92%) ซึ่งเป็นการแข็งค่าเพิ่มขึ้นมากสุดนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นการดัดหลังนักเก็งกำไรที่ขายค่าเงินหยวนก่อนการเข้าสาบานตนเข้าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐของนาย Donald Trump ในวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งนาย Trump อาจจะมีการพูดถึงค่าเงินที่ถูก Manipulate ของจีน
  • การฟื้นตัวของตลาดเกิดใหม่เป็นการสอดคล้องกับราคาทองคำ (Unhedged) เพราะฉะนั้น ทองคำเป็น Precursor ของ Risk Appetite
  • ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วง “January Effect” และเป็นช่วงของ “Rotation” และเป็นภาวะ Tactical Asset Allocation (สินทรัพย์ถูกเปลี่ยนจากตลาดพันธบัตรและ RETT เข้าตลาดทุน) ประกอบกับ Bond Yield 10 ปี ถูกทำกำไรจาก 2.6% มาสู่ระดับ 2.4% ทำให้มีการ Relief Rally ในตลาดทุนทั่วโลก หุ้นไทยจะถูกขับดันโดย Active Fund Manager ไม่ใช่ Passive Fund
  • จากการศึกษาในปี 2016 นักลงทุนต่างประเทศเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่ม Infrastructure และกลุ่มพลังงานบ่งบอกถึงนักลงทุนต่างประเทศมี Conviction ของโครงการก่อสร้างพื้นฐานในประเทศไทยและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหรือ Reflation ผ่าน Sector พลังงาน
  • สำหรับ Step ต่อไป คือ Sector Banking โดยมีตัวเลขที่สำคัญที่กำลังถูกเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดว่า NPL ได้ Peak ในปี 2017 หรือไม่ ถ้า NPL ถูกเชื่อว่า Peak ในปี 2017 จริง เราอาจจะเห็น Flow เงินเข้า Sector Banking เนื่องจาก Banking Sector จะเห็นการเติบโตของสินเชื่อที่ดีขึ้น
  • หุ้นกลุ่ม Cyclical และ Metal ที่ราคาใกล้เคียงมูลค่าทางบัญชีจะ Outperform กลุ่มก่อสร้างที่มีกระแสเงินสดดีและราคาใกล้เคียง Book Value จะ Outperform
  • ภาพในระยะยาวคือ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสทดสอบระดับ 1600-1620 ในช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2017 แต่มุมมองยังคงเหมือนเดิม คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกมี Downside Risk ที่มีอยู่สูงในช่วงครึ่งปีหลังของ 2017
  • หุ้นกลุ่ม Construction ที่มี Gross profit margin สูงจะ Outperform และหุ้นกลุ่มพลังงานบริษัทที่มี EV/EBITDA ต่ำ แต่ Dividend yield สูงจะ Outperform

ที่มาบทความ : www.facebook.com/Trinitysecuritiesgroup