มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ ในไตรมาส 2

ในประเทศสหรัฐ หลังจากที่ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายประกันสุขภาพใหม่หรืออเมริกันเฮลธ์แคร์ ทำให้นักลงทุนมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบายของ Trump สิ่งที่น่าสนใจคือ ค่าเงิน US$ ได้ตกต่ำสุดนับตั้งแต่ Trump ได้เลือกเป็นประธานาธิบดี เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว บ่งบอกถึง Theme American First เริ่มมีความน่าสงสัย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ EM แต่จะเกิดภาวะ Risk off (นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดที่พัฒนาแล้วมากขึ้น)

  • สำหรับตลาดพันธบัตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาทโดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาว หลังตลาดคาดการณ์ว่านโยบายของ Trump อาจจะไม่ราบรื่นนัก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรไทยรุ่นอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.8% ในขณะที่อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเช่นกันจาก 2.5% มาอยู่ที่ราว 2.38%
  • ในช่วงสั้น 1-2 เดือน คาดว่าตลาด Dow Jones จะพักฐานและเป็นลักษณะทรงกับทรุด แต่ตลาดหุ้นไทยจะ Outperform กว่าสหรัฐ
    คาดว่าประธานาธิบดี Trump จะยังคงผลักดันการปฏิรูปภาษี ซึ่งครอบคลุมทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดาโดยภาษีนิติบุคคลอาจจะลดลงมาที่ 20% จาก 35% คาดว่าสามารถเข้าสู่สภาคองเกรสในเดือน ส.ค. เป็นอย่างเร็วหรือเดือน ต.ค. เป็นอย่างช้า ในช่วงสั้น 1-2 เดือน คาดว่าตลาดหุ้น Dow Jones จะพักฐานและเป็นลักษณะทรงกับทรุด แต่ตลาดหุ้นไทยจะ Outperform
  • ในช่วงครึ่งปีหลัง เราจะเห็นปรากฏการณ์นโยบายดอกเบี้ยที่มีความตึงตัวมากขึ้น เช่น การที่ธนาคารกลางของหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกัน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางจีน และ ECB ที่จะหยุดการทำ QE ในไตรมาส 4
  • ในปี 2018 อาจจะต้องระวังเรื่องการหดตัวของ Balance Sheet ของ Fed ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้ US$ แข็งค่าขึ้นมาก ความเสี่ยงหางอ้วนของปี 2018 คือ การหดตัวของ Balance Sheet ของ Fed ผสมกับการขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งใน 12 เดือนข้างหน้า และการออกกฎหมาย Repatriation Tax ที่จะส่งผลให้เงิน US$ ไหลกลับเข้าสู่สหรัฐมากขึ้น

มุมมองในไตรมาส 2

  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM equity market) กำลังเข้าสู่ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น หรือ Reflation in 2Q17 ส่งผลให้เกิด Risk Appetite ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจจะขัดแย้งความรู้สึก ความรู้สึกของผู้โดยส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันนี้
  • ในปี 2017 ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนแรก สินทรัพย์เพื่อการลงทุนเกือบทุกประเภทจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกยกเว้นสินทรัพย์ประเภทน้ำมัน
  • ในไตรมาส 2 คาดว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐหรือ Bond Yield จะเป็นเป็นคุณกับ Equity market in EM ซึ่งจากSET index/US10Y bond บ่งชี้ว่า upside ของ SET Index อาจอยู่ที่ 6% ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ดังนั้นจึงคาด SET Index ในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ที่ระดับ 1620-1640 โดยกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัว outperform
  • โดยปกติ นับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมาหรือ (สถิติ 15 ปี เป็นต้นมา) ช่วง Backwardation ของราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% ใน 1 เดือน 8.4% ใน 3 เดือน
  • สำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 3.8% ต่อไตรมาสโดยเฉลี่ย ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ในแต่ละปีโดยยังไม่นับเงินปันผล ในขณะที่ไตรมาสหนึ่งให้ผลตอบแทน 2.9% โดยเฉลี่ยไตรมาส 3 ให้ผลตอบแทน 0.7% โดยเฉลี่ยแต่เต็มไปด้วย Tail Risk และไตรมาส4 ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 2.4%
  • มองว่าตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ในช่วง Sideway up แต่จะเข้าสู่ช่วงตลาดหมีในไตรมาส 3 ดังนั้นจึงแนะนำให้ขายหุ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
  • Our buy theme: (1) ปันผลดี (2) ราคาประเมินยังถูก และ (3) มีการเติบโต และกลุ่ม Turnaround

ปัจจัยบวกในเชิง Fund Flow โลก

  1. ตลาดได้คาดการณ์หรือ Pricing ถึงโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจำนวน 2 ครั้งไปเกือบหมดแล้ว โดยคาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.25-1.50% ในปี 2017
  2. สกุลเงินของประเทศในตลาดเกิดใหม่ อย่างเช่น แรนด์ของแอฟริกาใต้ หรือเรียลของบราซิล จะเริ่ม outperform
  3. มูลค่าหุ้นในตลาดเกิดใหม่ถูกกว่ามูลค่าในตลาดพัฒนาแล้วประมาณ 30% และอยู่ในระดับมูลค่าที่ต่ำ
  4. ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วง backwardation ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์

และที่สำคัญคือ การประชุมของ OPEC วันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งมีโอกาสที่ OPEC และรัสเซียที่จะขยายการลดการผลิตต่อไป หรือ Extend Cut

ปัจจัยบวกภายใน

  1. การฟื้นตัวของรายได้เกษตรกรและการผลิตรถยนต์
  2. คาดประมาณการณ์การกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นหลังประกาศงบไตรมาส 1

ปัจจัยลบ

  1. ยังไม่มีการปรับเพิ่มประมาณการสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดย EPS ในปี 2017 ยังอยู่ที่ 102-103 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตามเราคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 เราคาดว่าประมาณการกำไรของบริษัทที่จะถูกปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน (ราคาน้ำมัน Brent ปัจจุบันอยู่ที่ 51 เหรียญต่อบาร์เรลเทียบกับ 38 เหรียญ / บาร์เรลใน 1Q16) กลุ่มผู้ผลิตถ่านหิน กลุ่มผู้ผลิต PVC กลุ่ม cyclical กลุ่มธนาคาร กลุ่ม automobile กลุ่มสินค้าเกษตร
  2. The biggest tail risks: ภาษีท้องถิ่น
  3. จับตา bad surprise: US border-adjustment tax
  4. หุ้น Dow Jones และ Euro จะมีลักษณะทรงกับทรุดในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

Underperform sector

กลุ่มที่ Underperform คือ กลุ่มที่มี Valuation สูง แต่การเติบโตไม่แน่นอน กลุ่ม consumer, contractor and hospital (high valuation และการเติบโตของกำไรที่ชะลอตัว)

ที่มาบทความ : www.facebook.com/Trinitysecuritiesgroup