
ทองคำ Spot ปรับขึ้น 1.2% สู่ระดับ 4,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ ช่วงค่ำวันพฤหัสบดี ตามเวลาสหรัฐฯ ทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 21 ตุลาคม ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าเดือนกุมภาพันธ์ปิดบวก 2.1% ที่ 4,313 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การปรับขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง Fed มีมติลดดอกเบี้ย 0.25% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มแรงซื้อทองคำจากนักลงทุนต่างประเทศ
ขณะที่แร่เงิน (Silver) กลายเป็นจุดสนใจหลักของตลาด โดยราคาทะยานเกือบ 4% แตะ 64.22 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเคยทำจุดสูงสุดใหม่ในระหว่างวันที่ 64.31 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ชี้ว่าการพุ่งแรงของแร่เงินกำลังดึงราคาทอง แพลตินัม และพัลลาเดียมให้ปรับขึ้นตาม สัญญาณนี้สะท้อนแรงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งในตลาดโลหะมีค่า
ปัจจัยสนับสนุนฝั่งทองและแร่เงินยังรวมถึงภาวะเงินเฟ้อสหรัฐที่ยังไม่กลับสู่กรอบ 2% ของ Fed อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้การลดดอกเบี้ยในสภาพแวดล้อมเงินเฟ้อสูงยังเป็นบวกต่อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ไร้ผลตอบแทน ขณะที่ตลาดกำลังรอรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรวันที่ 16 ธันวาคมเพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินระยะต่อไป
ฝั่งแร่เงิน CNBC รายงานว่า ราคาโลหะเงินได้ปรับขึ้นกว่า 114% ตั้งแต่ต้นปี ทำสถิติใหม่หลายครั้งและวิ่งแซงทองอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากบทบาท “สองสถานะ” ของแร่เงิน ทั้งในฐานะสินทรัพย์อุตสาหกรรมและสินทรัพย์ปลอดภัย แร่เงินถูกใช้เป็นส่วนสำคัญของเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จึงเพิ่มความต้องการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝั่งอุปทานยังตึงตัว
ผู้เชี่ยวชาญบางราย เช่น Solomon Global และ BNP Paribas Fortis ประเมินว่าราคาโลหะเงินอาจทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ภายในปีหน้า ขับเคลื่อนโดยการขาดแคลนอุปทานยาวนาน ความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และสถานะของแร่เงินในฐานะตัวเลือกทางเลือกแทนทองคำซึ่งทำราคาใหม่ต่อเนื่องเช่นกัน
ราคาทองคำปีนี้แม้โดนแร่เงินแซง แต่ยังปรับขึ้นกว่า 60% และทำสถิติสูงสุดหลายครั้ง ส่งผลให้ค่า Gold/Silver Ratio ลดลงมาอยู่แถว 68 ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2021 ใกล้ค่าเฉลี่ยหลังปี 1971 ที่ระดับ 66 บ่งชี้ว่าส่วนต่างราคาทอง-เงินกำลังแคบลงอย่างต่อเนื่อง
กองทุนหุ้นเหมืองทอง แนะนำโดย Finnomena Funds
Source: CNBC