
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ไทยเริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับต่ำกว่า 2% มาเคลื่อนไหวบริเวณ 2.1%–2.2% และมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ 2.5%
การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้สะท้อนภาพ Bearish Flattening ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดเริ่มกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ส่งผลให้เกิดแรงขายพันธบัตรจากทั้งนักลงทุนสถาบันและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันสำคัญมาจาก ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังยืดเยื้อ ความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันทำให้ราคาพลังงานผันผวนและอยู่ในระดับสูง ซึ่งเริ่มสะท้อนมาที่ประเทศไทยผ่าน ราคาขายปลีกที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี
หลายช่วงเริ่มเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคเร่งเติมน้ำมันก่อนปรับราคา สะท้อนความกังวลว่าต้นทุนพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังส่งผ่านไปยังต้นทุนเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งค่าขนส่งและราคาอาหาร ทำให้ ความเสี่ยงเงินเฟ้อแบบ Cost-push กลับมาอีกครั้ง เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัว นักลงทุนจึงต้องการ Yield ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชย และเริ่มมองว่า ธนาคารกลางอาจยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ในระยะสั้น
ในฝั่งนโยบายภาครัฐ การพยายามตรึงราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ ฐานะกองทุนกลับมาติดลบอีกครั้ง ทำให้รัฐต้องเตรียมพิจารณากู้เงินเพิ่มเติมผ่านการค้ำประกันวงเงินใหม่ราว 1.5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาอุดหนุนราคาดีเซลและ LPG การออกพันธบัตรจำนวนมากเช่นนี้สร้างความกังวลเรื่อง Supply Overhang ซึ่งจะกดดันให้ Yield ในตลาดปรับตัวสูงขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ลงทุน
ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยใกล้ 70% แม้ยังไม่ชนเพดาน แต่แนวโน้มการขาดดุลต่อเนื่องและภาระจากนโยบายกึ่งการคลัง ทำให้นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อพันธบัตรระยะยาว
เมื่อรวมกับท่าทีของ กนง. ที่ส่งสัญญาณว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% เพียงพอแล้ว และวงจรการลดดอกเบี้ยน่าจะสิ้นสุดลง ยิ่งสนับสนุนมุมมองว่า Bond Yield มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ในระยะถัดไป อีกทั้งในอดีตเมื่อสิ้นสุดรอบลดดอกเบี้ย Yield มักเข้าสู่ขาขึ้น ประกอบกับ Fund flow ไหลออกจากกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว อย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ Finnomena ปรับมุมมองต่อตราสารหนี้ไทยจาก “Neutral” เป็น “Slightly Negative” โดยในระยะสั้นตลาดยังมีความผันผวนสูงและมี downside จาก Yield ที่ปรับขึ้น กลยุทธ์หลักคือ การลด Duration ของพอร์ต โดยทยอยลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว และย้ายไปสู่กองทุนที่มี Duration สั้นลง
กองทุน Money Market อย่าง KKP MP จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากมีความผันผวนต่ำและได้รับผลกระทบจำกัดจาก Yield ขาขึ้น
ขณะเดียวกันควรเพิ่มสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ เช่น KTILF ซึ่งลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแบบ Inflation-linked และจะได้ประโยชน์หากเงินเฟ้อเร่งตัวจากราคาพลังงานและอาหาร
อย่างไรก็ตาม หาก Bond Yield 10 ปี ปรับขึ้นไปถึงระดับ 2.5%–2.6% อาจเริ่มเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อ Lock-in ผลตอบแทน แต่ยังต้องติดตาม ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและวินัยการคลัง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยที่กดดันตลาดในรอบนี้เป็นทั้งวัฏจักรดอกเบี้ยและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลาย
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299