The Great Reshoring จุดเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปลุกชีพภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่

หากพูดถึงประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภาพจำของนักลงทุนส่วนใหญ่มักทำให้นึกถึงหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่อยู่ใน Silicon Valley แต่รู้หรือไม่ว่าตอนนี้สหรัฐฯ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี

จากยุค Offshoring ที่เคยย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุน วันนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “Reshoring” ที่ดึงฐานการผลิตกลับเข้ามาในประเทศ และนี่ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่คือการปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ช่องว่างต้นทุนการผลิตระหว่างสหรัฐฯ-จีน กำลังหายไป

Source: Bloomberg as of 26 Feb 2026, The Budget Lab Yale as of 19 Jan 2026

ตลอดช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ อยู่ในยุค “Offshoring” หรือการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากต้นทุนแรงงานและภาษีที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เติบโตอย่างจำกัดและทรงตัวมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2000

Source: AlixPartners as of 2023

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างต้นทุนรวม (Total Landed Cost) ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบัน กำลังแคบลงจนเกือบสิ้นสุดลง เนื่องจากฝั่งจีนต้องเผชิญ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตซัพพลายเชนช่วงโควิด-19 และการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ตั้งแต่ปี 2018 โดยอัตราภาษีพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนแตะระดับ 12% ในปี 2025 ดันต้นทุนการผลิตให้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บีบให้บริษัทจำนวนมากต้องเร่งย้ายฐานการผลิตกลับมาในประเทศเพื่อลดภาระต้นทุน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ส่งผลให้ความคุ้มค่าของการผลิตนอกประเทศหมดไป ทำให้ “Reshoring” หรือการดึงกำลังการผลิตกลับคืนสู่ประเทศ กลายเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลกลับสู่สหรัฐฯ มากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นได้ชัดหลังจากการบังคับใช้กฎหมาย CHIPS Act และ Inflation Reduction Act (IRA) ที่มุ่งดึงห่วงโซ่อุปทานกลับประเทศและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ส่งผลให้การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2022

American First และนโยบายภาครัฐ จุดชนวนคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

Source: Whitehouse as of 10 Feb 2026

การย้ายฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐฯ ไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงกดดันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งฟื้นฟูภาคการผลิตและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านมาตรการด้านภาษี สิทธิประโยชน์ทางภาษี และนโยบายสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศ

นโยบายดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ในภาคการผลิต เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของ GDP สหรัฐฯ โดยเม็ดเงินลงทุนมาจากทั้งบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Apple, Meta และ OpenAI รวมถึงนักลงทุนจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ภาครัฐยังใช้มาตรการการคลังและแรงจูงใจทางภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ช่วยเพิ่มกระแสเงินสด ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และกระตุ้นให้บริษัทเร่งขยายกำลังการผลิต โดยข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นว่า มาตรการในลักษณะนี้สามารถผลักดันการใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้อย่างมีนัยสำคัญ เป็นรากฐานในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ในระยะยาว

AI Boom กำลังยกระดับภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

โครงสร้างการผลิตของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการเติบโตของ AI ที่เร่งให้บริษัทผู้ให้บริการ Cloud และกลุ่ม Hyperscalers เดินหน้าลงทุนใน Data Center อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนจะเพิ่มขึ้นแตะ 729 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 หรือคิดเป็นราว 2.2% ของ GDP สหรัฐฯ

Source: Carson Investment Research as of 6 Feb 2026, Reuters as of Jan 26

การลงทุนใน Data Center ไม่ได้สร้างอานิสงส์เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังส่งต่อความต้องการไปยังผู้ผลิตเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น วัสดุก่อสร้าง วิศวกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญของภาคอุตสาหกรรม

สหรัฐฯ อัดฉีดงบกลาโหม หนุนภาคอุตสาหกรรมโดยตรง

Source:  DoD Budget Request FY 2026 U.S. Department of War as of Jan 2026, Visual Capitalist as of 12 Feb 2026

นอกจากแรงหนุนจากภาคเอกชนแล้ว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง และกำลังการผลิตภายในประเทศ

โดยทรัมป์เสนอตั้งเป้างบประมาณทหารปี 2027 พุ่งสู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตขึ้นประมาณ 1.6 เท่าจากปี 2026 ที่อยู่ระดับ 9.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เม็ดเงินดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ วิศวกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างแรงส่งให้ภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวในระยะยาว

ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจสหรัฐฯ กำลังทำให้เกิดการลงทุนจริง

Source: Bloomberg as of 18 Feb 2026

ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีแรงหนุนสำคัญจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงและนโยบายสนับสนุนภาครัฐ โดยเฉพาะหลังการก้าวสู่ยุค Trump 2.0 ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การลงทุนจริงในประเทศ

ในขณะเดียวกัน Reshoring ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแวดวงธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในระยะเวลา 5 ปี สะท้อนว่าการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศไม่ได้เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาว

The Great Reshoring จุดเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปลุกชีพภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่

มุมมองการลงทุนจาก Finnomena Funds

สำหรับการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ Finnomena มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจาก AI ที่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการเพิ่มงบลงทุนของภาคเอกชน 

ขณะเดียวกัน ปัจจัยกดดันด้านนโยบายการเงินเริ่มคลี่คลายลง โดยมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจไม่เข้มงวดอย่างที่ตลาดคาดไว้ ประกอบกับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่เปิดโอกาสให้เฟดส่งสัญญาญผ่อนคลายนโยบายทางการเงินมากขึ้น

ด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการ AI ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างเร่งตัวขึ้นในปี 2027 จากแรงหนุนของกระแส Reshoring เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว

.

ลงทุนในขุมพลังภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ผ่านการคัดสรรหุ้นขนาดกลาง-เล็กอย่างเป็นระบบ เพื่อการเติบโตระยะยาว ไปกับกองทุน A-AIRR

กองทุนเปิด เอแทรคเกอร์ส ยูเอส อินดัสเทรียล เรอเนซองส์ หรือ A-AIRR ความเสี่ยงระดับ 7 ลงทุนรับธีม U.S. Industrial Renaissance ผ่านกองทุนหลักที่อ้างอิงดัชนี Richard Bernstein Advisors American Industrial Renaissance® Index ที่ลงทุนในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

จุดเด่นของกองทุน A-AIRR

  • ลงทุนแบบ Passive Thematic ผ่าน ETF ชั้นนำ First Trust RBA American Industrial Renaissance® ETF กระจายการลงทุนในหุ้นประมาณ 40-80 บริษัท เพื่อสะท้อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ
  • เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่มีศักยภาพเติบโตสูง คัดเลือกบริษัทที่สร้างรายได้ในสหรัฐฯ อย่างน้อย 75% และมีแนวโน้มกำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้าเป็นบวก
  • ครอบคลุมธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ก่อสร้าง วิศวกรรม โครงสร้างพื้นฐาน Data Center พลังงาน ระบบไฟฟ้า โลจิสติกส์ อากาศยานและกลาโหม รวมถึงธนาคารท้องถิ่นที่สนับสนุนภาคการผลิต
  • เหมาะกับการใช้เป็น Satellite Portfolio สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากเมกะเทรนด์การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ และสามารถรับความผันผวนจากการลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมได้สูง

 

อ่านเพิ่มเติม รีวิวกองทุน A-AIRR เปิดเกมรุกภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

สนใจกองทุน A-AIRR เปิดเกมรุกภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

สามารถลงทุนได้แล้วบน Finnomena

คลิกที่นี่เพื่อซื้อกองทุน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้กับผู้แนะนำการลงทุนของคุณ หรือติดต่อบริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด โทร 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort ในช่วงเวลาวันทำการ 09:00-17:00 น.


อ้างอิงข้อมูลจาก: เอกสารแนะนำกองทุน Asset Plus Fund Management

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลดังกล่าว และข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

  1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม
    1. วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
  2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:
    1. ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
    2. ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ
  3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:
    1. One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
    2. Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
    3. Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

Mid Year Outlook 2026