IO3 bottom up

IO3 อ่านว่า ไอ-โอ-ทรี ย่อมาจาก Intersection of 3 Wheels หรือแปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า แนวคิดเลือกหุ้นแบบ 3 ล้อถูกหวย หาหุ้นที่มีครบ 3 ล้อ ก่อนอื่นขอให้เครดิตกับรากฐานของแนวคิดนี้ที่ผมได้รับถ่ายทอดมาจากสมัยเป็น CIO ที่ CIMB-Principal ซึ่งจุดที่ผมชอบมากคือนอกจากการดูปัจจัยพื้นฐาน และมูลค่ายุติธรรมแล้ว ที่ Principal Financial Group ยังมีการใช้ปัจจัยที่เรียกว่า Expectation คือการดูเรื่อง ความคาดหวังที่มีในตัวหุ้น เพื่อใช้เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกหุ้นรายตัว ทั้งนี้สำหรับแนวคิด IO3 ผมได้มีการปรับแนวคิดต่อยอดไปจากแนวคิดเดิมพอสมควร ซึ่งจะอธิบายในลำดับถัดไป

ผมได้ใช้แนวคิดของ Principal Financial Group ในการนำทีมผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นอยู่ประมาณ 4 ปี ยิ่งได้ใช้แนวคิดนี้จริงบ่อยเข้า ประกอบกับการทำ Data Scattering ซึ่งคือการหาข้อมูลให้ลึกที่สุดในทุก ๆ ด้าน การหาข้อมูลแบบ Data Scattering สำหรับผมคือการทำการศึกษาเชิงลึกของบริษัทให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทำการปะติดปะต่อเรื่องราว และนำไปสู่สมมติฐานการเติบโตที่เราเชื่อสำหรับบริษัทนั้น ๆ ว่าบริษัทจะเติบโตจากกลยุทธ์อะไร ไปจนถึงการประมาณการงบการเงิน 1 – 3 ปีข้างหน้า หรือยาวกว่านั้น ซึ่งผมให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน (Quantitative) การค้นพบบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตยอดเยี่ยม ส่วนใหญ่มาจากการเข้าใจภาพการประกอบธุรกิจ เข้าในวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของทีมผู้บริหาร เห็นโอกาสในการเติบโตทั้ง Organic และ Inorganic ของบริษัท ตรงนี้สำคัญกว่าการนั่งแกะงบสำหรับผมครับ แต่การดูงบก็สำคัญนะครับ

ไปดูที่ละองค์ประกอบของ IO3 กันเลยครับ

HIGH GROWTH

คำว่า HIGH GROWTH สำหรับแนวคิด IO3 คือบริษัทที่เรามั่นใจว่ากำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตอย่างน้อย 20 – 30% ในระยะเวลา 1 – 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นหุ้นที่มีโอกาสทำกำไรได้ดีกว่าตลาดอย่างแน่นอน ลองดูตัวอย่างนี้ครับ

หุ้น ASDF กำไรปีนี้ 1 บาทต่อหุ้น เทรดที่ P/E 20 เท่า ราคา 20 บาท เวลาผ่านไป 3 ปี

หุ้น ASDF กำไรโตปีละ 30% มีกำไรต่อหุ้นที่ (1+0.3)^3 = 2.197 บาทต่อหุ้น เทรดที่ P/E 20 เท่า ราคา 43.94 บาท

ราคาหุ้นเติบโต 219.7% เท่ากับการเติบโตของกำไร

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ

ลองใช้ P/E ที่ค่าอื่น ๆ ก็ได้ครับ จะ 10 เท่า , 30 เท่า, หรือ 50 เท่า ผลก็ได้ค่าเหมือนกันคือ กำไรโตเท่าไหร่ ถ้าสมมติ P/E เท่าเดิม ราคาหุ้นก็โตเท่านั้น สมกับคำพูดยอดฮิตที่ว่า “เจ้ามือที่แท้จริงในตลาดหุ้นก็คือผลประกอบการ” จริงซะยิ่งกว่าจริงครับ

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตอยู่ราว 3% ต่อปี ดังนั้นการจะหาหุ้นที่กำไรโตได้ 20 – 30% พูดเลยว่าไม่หมูครับ โดยมากจากที่เคยสัมผัสมาผมพบว่า กลยุทธ์ในการเติบโต, วิสัยทัศน์, และฝีมือของทีมผู้บริหาร 3 อย่างนี้ครับคือสิ่งสำคัญ นอกจากนั้นเป็นเรื่องของ Model ธุรกิจ, ชนิดอุตสาหกรรมของบริษัทนั้น ๆ ก็มีส่วนเช่นกันครับ

ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาฯ บ้านและคอนโต การที่จะมั่นใจได้ว่ากำไรจะโตได้ 20-30% ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า เป็นไปได้ค่อนข้างยากครับ เพราะยอดขายบ้านนั้นมักแปรตามเศรษฐกิจของประเทศ เว้นแต่บางเจ้าที่มีกลยุทธ์การเติบโตที่ดีจริง ๆ ครับ หรืออาจเป็นบริษัทเล็กที่ยังยอดขายไม่มาก และมีโอกาสที่จะ Scale ขนาดธุรกิจได้

หุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็ก…บ่อยครั้งที่เรดาร์ขอผมมาลงเอยกลับหุ้นชนิดนี้ครับ เพราะหุ้นขนาดกลาง/เล็กยังมีฐานกำไรไม่มาก การที่กำไรจะเติบโตซักเท่าตัวใน 1 ระยะไม่กี่ปีข้างหน้าย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าเป็นอย่างบริษัทใหญ่ ๆ เช่นแบงค์ใหญ่บ้านเราปัจจุบันกำไรปีละ 4-5 หมื่นล้าน การจะเพิ่มฐานกำไรเป็นแสนล้านย่อมไม่ใช่งานง่ายแน่นอน Growth Strategy ต้องเด็ดมากจริง ๆ ถึงจะทำได้

HIGH GROWTH ซึ่งคือปัจจัยแรกใน IO3 สำหรับผมคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดจาก 3 ปัจจัย ซึ่งเราต้องทุ่มแรงทั้งหมดที่มีในการวิเคราะห์หุ้นกับปัจจัยนี้ครับ เราไม่ได้หาหุ้นที่กำไรมีโอกาสเติบโตดี แต่เราหาหุ้นที่เรามั่นใจมาก ๆ ว่ากำไรจะเติบโตได้ดี ซึ่งการจะสร้างความมั่นใจได้นั้น จำเป็นต้องหาค้นคว้า และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอย่างจริงจัง

เราจะสามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ สำคัญที่สุดคือเราต้องมีความรู้พอ และสามารถตัดสินใจ ซื้อและขาย ได้ด้วยต้นเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ความเชื่อของผมคือ เราต้องฝึก “ลงมือทำ” การวิเคราะห์ให้เป็นด้วยตัวเราเอง สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ที่มาบทความ : http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/638285

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ