เมื่อ Inverted Yield Curve กลับมาเยี่ยมอีกครั้งต้อนรับทศวรรษใหม่

เดือนแรกของปี 2020 ทศวรรษใหม่กำลังได้ผ่านพ้นไปแล้วนะครับ เรียกได้ว่าเดือนเดียวมีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ที่หนักสุดก็เห็นจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าที่มีผู้ติดเชื้อนับหมื่นคนเข้าไปแล้ว นอกจากนี้ก็มีการ Brexit ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเสียทีหลังจากยื้อกันมาหลายปี ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีเช่นกัน ขณะที่ปัญหาการเมืองในประเทศก็ยังคงรุมเร้า โดยเฉพาะผลกระทบในภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่เหลือเพียงไม่กี่ตัวในประเทศเรา และเรื่องการอนุมัติงบประมาณที่อาจชะงักงันจากการเสียบบัตรแทนกัน

เมื่อ Invert Yield Curve กลับมาเยี่ยมอีกครั้งต้อนรับทศวรรษใหม่

ล่าสุด ณ สิ้นเดือนมกราคม 2020 ที่ผ่านมาภาวะที่เรียกว่า Inverted Yield Curve ได้กลับมาเยือนตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งเจ้า Inverted Yield Curve นี้หมายถึงการที่อัตราผลตอบแทน (Yield to Maturity) ของพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับลดลงต่ำกว่า Yield อายุ 3 เดือน

โดยล่าสุด ณ สิ้นเดือนมกราคม 2020 นั้น Yield 10 ปีอยู่ที่ 1.50% ขณะที่ Yield 3 เดือนอยู่ที่ 1.55%

ในภาวะปกตินั้น Yield ของพันธบัตรระยะยาวจะสูงกว่าพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีความชันแบบ positive slope ซึ่งก็คล้าย ๆ กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนี่ละครับ คือดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวจะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้น

การที่ Yield Curve อยู่ในภาวะ Negative Slope หรือ Inverted yield curve เป็นการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในยามที่ธนาคารกลางจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในอดีตที่ผ่านมาภาวะ Inverted Yield Curve หลาย ๆ ครั้งตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic recession) จึงทำให้เมื่อสัญญาณนี้เกิดขึ้นมักตามมาด้วยความกังวลของเหล่านักวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยใน 6 – 12 เดือนข้างหน้า

Inverted Yield Curve อาจเป็นสัญญาณที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ผู้เขียนมีมุมมองว่า Inverted Yield Curve อาจเป็นสัญญาณที่ใช้คาดการณ์เศรษฐกิจถดถอยไม่ได้อีกต่อไป ในยุคที่ธนาคารกลางสามารถใช้การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบผ่านตลาดพันธบัตรได้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยล่าสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า FED ได้กลับมาเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์ในระบบสถาบันการเงินโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้น และการทำธุรกรรม Repo

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

แม้ FED จะไม่ได้เข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวเหมือนอย่างการทำ QE ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มปริมาณเงินในระบบ (Money Supply) นั้นย่อมทำให้อัตราดอกเบี้ย หรือ Yield ของพันธบัตรปรับตัวลดลง

นั่นคือผู้เขียนมองว่าการที่ FED สามารถบิดเบือนปริมาณเงินในระบบ มีส่วนทำให้การปรับตัวของ Yield ไม่ได้สะท้อนการคาดการณ์เศรษฐกิจในอนาคตอย่างเดียวเสมอไป แต่เกิดจากปริมาณเงินที่ล้นระบบและไหลเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั่นเอง

ยิ่งเป็นในช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา เมื่อตลาดมีปัจจัยรุมเร้า ทั้งปัญหาอิหร่าน โรคระบาด ไปจนถึงการถอดถอนประธานาธิบดี ก็ยิ่งไม่แปลกที่เงินที่ไหลเข้าสู่ระบบนั้นถึงที่สุดแล้วจะไหลเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจนทำให้เกิด Inverted Yield Curve ขึ้นอีกครั้ง

ISM และ Manufacturing PMI ก็อาจจะใช้ไม่ได้แล้วด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้ไปคือตัวเลขเศรษฐกิจโดยเฉพาะ GDP สหรัฐฯ​ และดัชนี PMI ภาคบริการ เรามาถึงยุคที่การดู ISM หรือตัวเลขในภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ได้มีนัยสำคัญอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป เพราะเศรษฐกิจโลกในวันนี้ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

วันนี้ Apple, Microsoft, Google และ Amazon กลายเป็น 4 บริษัทที่มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อม ๆ กัน ขณะที่อดีตบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Exxon มีมูลค่า 260 แสนล้าน GE มีมูลค่า 108 แสนล้าน และฟอร์ดมีมูลค่า 3.5 หมื่นล้าน

ดังนั้นการไปดูตัวเลข Manufacturing PMI เป็นหลักในการดูแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตอาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เรากำลังเข้าสู่ทศวรรษที่บริษัท Big Tech กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริง และอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบนี้เติบโตต่อเนื่องจนวัฏจักรเศรษฐกิจยืดยาวออกไปสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเศรษฐกิจโลก

FundTalk รายงาน

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน