หุ้นเกาหลีใต้

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) เผชิญกับการดิ่งลงครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 3 เดือน โดยดัชนีทรุดตัวลงกว่า 10% (ลดลง 910.71 จุด) ไปปิดที่ระดับ 8,203.84 จุด เมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2026 การดิ่งลงอย่างรุนแรงนี้เกิดขึ้นหลังจากดัชนีเพิ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เหนือ 9,100 จุดในวันก่อนหน้า ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ (KRX) ต้องประกาศใช้ระบบเซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) เพื่อระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาทีในช่วงบ่าย ซึ่งนับเป็นการเปิดใช้งานระบบสกัดความผันผวนนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วในปีนี้

ชนวนเหตุสำคัญของการเทขายครั้งใหญ่มาจากการเบรกความร้อนแรงของกลุ่มชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดย ลี ชานจิน หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของเกาหลีใต้ ออกมาแสดงความกังวลและเสียใจที่รัฐบาลเร่งรีบอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวมดัชนีที่มีการเลเวอเรจ (Leveraged ETF) ที่อ้างอิงหุ้นชิปรายตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังขยายความผันผวนให้แก่ตลาดอย่างมหาศาล เนื่องจากผู้จัดการกองทุนจำเป็นต้องปรับสมดุลพอร์ตรายวัน (Daily Rebalancing) ด้วยการไล่ซื้อเมื่อหุ้นขึ้นและกระหน่ำขายเมื่อหุ้นตก

แรงเทขายส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 2 ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปความทรงจำซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี KOSPI โดยหุ้นของ Samsung Electronics และ SK Hynix ต่างกอดคอร่วงลงมากกว่า 12% ในวันเดียว ความตื่นตระหนกดังกล่าวทำให้กองทุนของ Samsung Asset Management ที่ตั้งเป้าสร้างผลตอบแทน 2 เท่าต่อวันของหุ้น SK Hynix ต้องขาดทุนทันทีมากกว่า 25% ภายในวันเดียว สะท้อนให้เห็นถึงกลไกของ Leveraged ETF ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนเชื้อเพลิงโหมกระหน่ำความร้อนแรงในตลาด

อเล็กซานเดอร์ เรดแมน หัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุนจาก CLSA ประเมินว่า ความผันผวนที่พุ่งสูงเกือบแตะระดับ 90 ในครั้งนี้ เกิดจากการขับเคลื่อนด้วยแรงเก็งกำไรของนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก โดยตัวเลขหนี้มาร์จิน (Margin Debt) หรือการกู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อหุ้นในเกาหลีใต้พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ ประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้มีความเปราะบางสูง และเมื่อราคาหุ้นชิปเริ่มหักหัวลงตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีในฝั่งสหรัฐฯ จึงเกิดการบังคับขาย (Forced Liquidation) ขนานใหญ่ออกมาในช่วงบ่าย เร่งให้ดัชนีดิ่งลงอย่างไร้แรงต้าน

ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายในวันดังกล่าวพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันก่อนหน้าถึง 52% โดยนักลงทุนต่างชาติจับมือเทขายสุทธิหุ้นในดัชนี KOSPI ออกมามากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ฝั่งนักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าสวนกระแสด้วยการเข้าช้อนซื้อหุ้นเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมองว่าเป็นการปรับฐานเพื่อลดความร้อนแรง (Profit-taking) หลังจากดัชนี KOSPI ปรับตัวขึ้นไปแล้วถึง 94.67% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ควบคู่ไปกับการอ่อนค่าของเงินวอนอีก 6.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์


อ้างอิง: Bloomberg

TOP11NVM