Yield ขึ้นเท่าไหร่ หุ้นถึงจะพัง ?

Gordon Growth Model คือ สมการที่ใช้สะท้อนมูลค่าหุ้น โดยมองว่าราคาหุ้น (p) จะผูกพันกับ 2 ตัวแปรสำคัญ ได้แก่

  • r คือ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะสวนทางกับราคาหุ้น
  • g คือ อัตราการเติบโตของกำไร วิ่งไปทางเดียวกันกับราคาหุ้น

 

Gordon Growth Model

แปลว่าทุกครั้งที่ Bond Yield 10Y ขยับขึ้น 0.25% โดย ERP และ g ไม่เปลี่ยนแปลง พบว่า P/E จะลดลงราว 5–6%

แต่สิ่งที่ปกป้องหุ้นได้จริงก็คือ EPS Revisions ที่ยังขึ้นเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้แล้ว

ภาพปัจจุบันคือ EPS Growth ปรับเป็นขาขึ้นอย่างแข็งแรงมากกว่า 26% ในช่วงไตรมาส 4 ขณะที่ GDPNow คาดว่าจะเติบโต 5% ในไตรมาส 3 สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง และสู้ได้กับอัตราดอกเบี้ย

Yield Gap ยังคงทรงตัวมาสักระยะนึงแล้ว ไม่ได้ร่วงลงตาม Bod Yield ที่ค้างในระดับขึ้น เพราะการเติบโตของกำไรยังดี

ทำให้ถึงแม้ Bond Yield 10 ปี จะพุ่งขึ้นแรง แต่ Earning Yield ก็ขึ้นแรงเท่ากัน ผลลัพธ์กลายเป็นว่า Yield Gap ยังคงทรงตัวมาสักระยะนึงแล้ว ไม่ได้ร่วงลงตาม Bod Yield ที่ค้างในระดับขึ้น เพราะการเติบโตของกำไรยังดี

คำถามคือมองไปข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ?

Wallstreet คาดว่าปี 2027 จะมีการลงทุนใน Data Center อีก $1.89 ล้านล้าน เพิ่มขึ้นจาก $1.13 ล้านล้าน เรากำลังเข้าสู่ยุคของหุ้นกู้ Data Center ซึ่งตอนนี้ปริมาณทะลุ $1.52 แสนล้านแล้ว ส่วนใหญ่มาจากการกู้ของ Hyperscalers

S&P 500 ใกล้จุดสูงสุด แต่กลับพบว่ามีหุ้นจำนวนมากทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี ซึ่งก็คือ Tech AI นั่นเอง

จุดที่น่าสนใจก็คือ S&P 500 ใกล้จุดสูงสุด แต่มีหุ้นจำนวนมากทำจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปี แปลว่าการเติบโตของกำไรในตลาดนั้นกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่ม ซึ่งก็คือ Tech AI นั่นเอง

จากประเด็นที่ว่า Bond Yield สูงขึ้นรวดเร็ว ทำให้ Discount Rate สูงขึ้น บริษัทที่เน้นการเติบโตในอนาคตไกลๆ จึงถูกปรับลดมูลค่าลง แต่เงินไปไหลเข้า AI Infrastructure ที่เห็นว่ารายได้เกิดขึ้นจริงแน่นอนในยุคปัจจุบัน

เราเห็นตลาด Rotation กลับเข้าสู่ Large Cap Technology โดย Nasdaq-100 ปรับตัวดีกว่า S&P 500 นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่ Market Breadth ของ S&P 500 ลดลงต่ำกว่า 50% สะท้อนว่าการปรับฐานกระจุกตัวอยู่ในหุ้นบางกลุ่มมากกว่าการเป็นการลดลงทั้งตลาด

 Forward P/E หุ้นเทคโนโลยี อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบปี แถว 20 ต้น ๆ เท่านั้น

ปัจจุบัน Forward P/E หุ้นเทคโนโลยี อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบปี แถว 20 ต้น ๆ เท่านั้น

สรุปก็คือถ้า Bond Yield ไม่ได้กระชากแรงระดับ 0.25-0.50% ในระยะเวลาอันสั้น มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะยังเอาอยู่ เนื่อง Earning Growth ที่สูงของหุ้นเทคฯ

แต่หาก Bond Yield เด้งแรงและไปไกลกว่านี้ สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือประเด็นของเงินเฟ้อ และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ


กองทุนแนะนำ FundTalk Contrarian Call

FunTalk มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงธีมที่เกี่ยวข้องกับ Agentic AI และ Data Center เพื่อรับโอกาสจาก AI Cycle รอบใหม่ และประมาณการกำไรที่ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง

กองทุน LHSUPERAI

ลงทุนหุ้น AI Infrastructure แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งชิปประมวลผล ชิปหน่วยความจำ รวมทั้งระบบไฟฟ้าและระบบทำความเย็น

กองทุน A-ASEMI

ลงทุนหุ้นชิปต้นน้ำในเอเชีย ได้แก่ ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปของโลกที่ได้รับอานิสงส์จาก AI Capex ที่สูงขึ้น จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

กองทุน TOP11USA

คัดเฉพาะ 11 หุ้นสหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่ มูลค่าตลาดสูง มีสภาพคล่อง และเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของโลก


บริการและความโปร่งใสในการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Finnomena

1. ค่าตอบแทนการใช้บริการและคำแนะนำ (Trailer Fee) : Trailer Fee คือค่าตอบแทนที่บริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) จัดสรรให้กับตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) โดยแบ่งมาจากค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว ผู้ลงทุนจึงไม่มีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มเติม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั้งการให้คำแนะนำการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม และบริการหลังการขายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

2. การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) : เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน เรามีการจัดการใน 2 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับองค์กร (Firm Level): เรามีกลไกคัดเลือกและเสนอขายกองทุนรวมโดยยึดถือ ประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน (Best Interest) เป็นสำคัญ โดยใช้ปัจจัยด้าน ผลตอบแทนและความเสี่ยง เป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา โดยเฉพาะในกรณีที่กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายคลึงกันแต่มีอัตรา Trailer Fee ที่แตกต่างกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการแนะนำกองทุนเป็นไปอย่างเป็นกลางและโปร่งใส
  • ระดับผู้แนะนำการลงทุนอิสระ (Independent IC): ในกรณีที่ท่านรับบริการผ่าน IC อิสระ ผู้แนะนำฯ จะต้องแสดงตนและแจ้งสังกัดอย่างชัดเจน หาก IC มีหลายสังกัดที่อาจให้ผลตอบแทนต่างกัน IC มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวให้ท่านทราบ เพื่อให้ท่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. บริการและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ลงทุน : ลงทุนผ่าน Finnomena ได้มากกว่าแค่การซื้อขาย:

  • One-Stop Platform: รวมกองทุนชั้นนำจากหลากหลาย บลจ. จบในบัญชีเดียว
  • Smart Tools: เครื่องมือวางแผนและจัดพอร์ต (Portfolio Construction) ตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • Market Insights: อัปเดตข่าวสาร บทวิเคราะห์ และแจ้งเตือนปรับพอร์ต (Rebalancing) ให้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ

 

คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

tax-saving-funds-2026