It’s time for Emerging Market ถึงเวลาของตลาดหุ้นเกิดใหม่!

เริ่มต้นเดือนสิงหาคม 2017 ในช่วงที่ผ่านมาเราได้เห็นธนาคารกลางต่างๆ ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงเริ่มส่งสัญญาณในปรับใช้นโยบายการเงินตึงตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้เรายังเห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง จากมุมมอง The Return of the Dragon ในเดือนที่แล้ว ภายใต้เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

รูปที่ 1 ธีมการลงทุนของปี 2017: ที่มา INFINITI Global Investors

เมื่อพิจารณาผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั่วโลก พบว่าหุ้นกลุ่ม Emerging market ยังคงสร้างผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่อง นำโดยดัชนี Sensex และ CSI300 ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นจีน CSI300 สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ในตาราง นอกเหนือจากนี้เรายังเห็นการฟื้นตัวของกลุ่ม REITs ทั้งในไทยและต่างประเทศขึ้นมาอีกด้วย

รูปที่ 2 ผลตอบแทนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆ YTD ณ 25 ก.ค. 60: ที่มา Bloomberg

เศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวได้ดี และเป็นการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนพร้อมกันในเศรษฐกิจหลักๆทั่วโลก ซึ่งไม่เห็นภาพนี้มาตั้งแต่ปี 2010 สอดคล้องกับตัวเลข PMI ภาคการผลิตที่ยืนในระดับเกิน 50 มาต่อเนื่อง และอัตราการว่างงานในหลายภูมิภาคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนภาพการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ดี

ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวขึ้นบ้างแต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังไม่รีบใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวเร็วเกินไป และความผันผวนของตลาดหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง จากภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ VIX Index ของตลาดหุ้น S&P500 ที่ทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เราเรียกภาวะดังกล่าวว่าภาวะ “Goldilocks” ซึ่งปัจจัยหลายๆอย่างกำลังเป็นไปในทางที่ดี ทำให้เอื้อต่อการลงทุนในหุ้นอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 3 การเติบโตของ EPS ในแต่ละภูมิภาค, ดัชนี PMIs ในแต่ละประเทศ, ดัชนี S&P500 และ VIX Index: ที่มา Citi Research, UBS Research, Bloomberg

ในฟากธนาคารกลางทั้ง 3 แห่งยังคงนโยบายการเงินในต้นไตรมาสที่ 3 โดยไม่รีบใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเร็วเกินไปหากเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวในระดับที่น่าพอใจ เราได้สรุปนโยบายของธนาคารได้ดังนี้

  • Fed มีมติคงนโยบายที่ 1.00-1.25% พร้อมเตรียมปรับลดขนาดงบดุลซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี
  • ECB คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ -0.4% รวมถึงคงวงเงิน QE ที่ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และกำลังพิจารณาแผนปรับลดขนาด QE
  • BoJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ -0.1% รวมถึงการทำ QE และการควบคุม Bond Yield Curve เช่นเดิม

การใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวยังเป็นไปอย่างช้าๆ จึงส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ประเภทหุ้นและ REITs

รูปที่ 4 ผู้ว่าธนาคารกลางทั้ง 3 แห่ง, อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ: ที่มา Bloomberg, INFINITI

ในฝั่งของเศรษฐกิจไทย ตัวเลขเงินเฟ้อไทยยังชะลอตัว อย่างไรก็ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศกลับมาขยายตัวจากนโยบายรถคันแรกที่ครบสัญญา ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติและยอดส่งออกยังคงเติบโตได้อย่างโดดเด่น ซึ่งเรายังมองว่าการลงทุนจากภาครัฐฯและเอกชนที่จะเริ่มเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังจะหนุนให้เศรษฐกิจยังเติบโตได้ในระดับ 3.3-3.8% รวมถึง กกต. เริ่มวางกรอบกำหนดการเลือกตั้งในปี 2561 เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นไทย

รูปที่ 5 ตัวเลขเศรษฐกิจไทย: ที่มา BOT, FTI, Bloomberg, Nikkei และ HIS Markit

ส่วนบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มทยอยประกาศงบการเงินไตรมาสที่ 2 นำโดยกลุ่มธนาคารที่กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 ชะลอตัวลง และตัวเลข NPL ที่กลับมาเติบโตต่อเนื่อง นักวิเคราะห์มีการปรับลดประมาณการกำไรหุ้นไทยลงเล็กน้อยโดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มธนาคารที่กำไรชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามเรามองว่าผลกำไรโดยภาพรวมของหุ้นไทยน่าจะออกมาไม่ได้แย่มากตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงยังคงสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทย

รูปที่ 6 การปรับประมาณการกำไรของ SET Index, กำไรของหุ้นกลุ่มธนาคารไทย: ที่มา Bloomberg, INFINITI

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ เช่น อัตราการว่างงานและเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว และนักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อทรัมป์ลดลงหลังไม่สามารถรวมฐานเสียงเพื่อผ่านร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ได้ ทำให้การผ่านร่างกฎหมายอื่นๆในอนาคตอาจเป็นไปได้ยากขึ้น

เรายังคงหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสหรัฐเนื่องจาก valuation ที่แพงกว่ากลุ่ม EM และ Asia ex Japan เมื่อเทียบกับการเติบโต

รูปที่ 7 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ: ที่มา Bloomberg, BEA และ ISM

ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจจีนโดยภาพรวมยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 ที่เติบโตถึง 6.9% ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 6.8%

ในช่วงเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีจีนมีนโยบายสั่งการให้ทางธนาคารกลางจีน มีบทบาทมากขึ้นในการจัดการเฝ้าระวังและควบคุมความเสี่ยงทางภาคการเงินให้มากขึ้น รวมถึงจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาและดูแลเสถียรภาพทางการเงิน จึงน่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพอย่างน้อยไปจนถึงช่วงปลายปีที่จะมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งใหญ่

รูปที่ 8 ตัวเลขเศรษฐกิจจีน: ที่มา Bloomberg, Caixin, และ IHS Markit

ทางด้านญี่ปุ่น BoJ มีนโยบายคงดอกเบี้ยในเดือนก.ค. เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม เราไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นเนื่องจาก ค่าเงินเยนยังมีทิศทางแข็งค่าส่งผลเชิงลบต่อการส่งออกและคะแนนความนิยมต่อนายกญี่ปุ่นเริ่มสั่นคลอนเนื่องจากสัญญาณการคอรัปชั่น สะท้อนจากการแพ้เลือกตั้งของพรรครัฐบาลในสภาท้องถิ่นที่ผ่านมา

รูปที่ 9 ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่น: ที่มา Bloomberg, Nikkei และ IHS Markit

ในฝั่งเศรษฐกิจของยุโรปเริ่มฟื้นตัวหลังความเสี่ยงต่างๆ เริ่มน้อยลง จึงเป็นภูมิภาคที่เริ่มน่าสนใจ แต่ในเดือนนี้เรามองว่าหุ้นกลุ่ม EM และ Asia ex Japan มีความน่าสนใจมากกว่า อีกทั้งในแง่มุม Valuation และ การเติบโตของกำไร

รูปที่ 10 ตัวเลขเศรษฐกิจยุโรป: ที่มา Bloomberg และ IHS Markit

ทางด้านอินเดีย แม้ว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาเยอะตั้งแต่ต้นปี แต่รัฐบาลได้ประกาศแผนปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ โดยแผนการเก็บภาษี GST จะทำให้ภาษีทางอ้อมเดิมที่ต้องเสียเกือบ 50% ลดลงมามาก ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลง การบริโภคดีขึ้น ส่งผลให้หุ้นอินเดียยังมีโมเมนตัมการปรับตัวขึ้นต่อ

รูปที่ 11 การปรับโครงสร้างภาษีของอินเดีย: ที่มา Bloomberg

ในเดือนนี้เรามีมุมมองเชิงบวกในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และกลุ่ม Asia ex Japan จากการเติบโตที่โดดเด่น รวมถึงได้รับการปรับประมาณการกำไรขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีในระดับที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ อย่างชัดเจน

รูปที่ 12 การปรับการประมาณการกำไรของหุ้นในแต่ละภูมิภาค: ที่มา Goldman Sachs

ทั้งนี้ในด้าน Valuation ปัจจุบันหุ้นทั้ง 2 กลุ่มมี Trailing PE เฉลี่ยราว 16 เท่า ในขณะที่มีกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 20% คิดเป็น PEG ที่ต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งถูกกว่าหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ

รูปที่ 13 ประมาณการการเติบโตของกำไรและค่า P/E ของดัชนี: ที่มา Goldman Sachs

เมื่อออกมาดูภาพกว้างจะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่หุ้นกลุ่ม Emerging Market มีแนวโน้ม Underperform หุ้นกลุ่ม Developed Market มาอย่างยาวนานจากปัจจัยพื้นฐานการเติบโตที่น้อยกว่า และจากการเผชิญกับวิกฤตราคา commodity ตกต่ำและฟองสบู่หุ้นจีน

เรามองว่าในระยะจากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงที่หุ้น Emerging Market สามารถกลับมา Outperform สร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นสอดคล้องกับการเติบโตของผลกำไรในระดับสูง

รูปที่ 14 ความแตกต่างของผลตอบแทนดัชนีหุ้นและการเติบโต ระหว่างหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging) และประเทศพัฒนาแล้ว(Developed): ที่มา Goldman Sachs

ในด้านโมเมนตัม ล่าสุดราคาดัชนี MSCI Emerging Market มีการทะลุแนวต้านขาลงที่กดดันดัชนีมาตลอด 10 ปี กลับมาเป็นขาขึ้นได้สำเร็จ

นอกจากนี้ค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกเช่น เกาหลี จีน ไต้หวัน และบราซิล มีการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนที่ดีต่อการไหลเข้าของ Fund flow

รูปที่ 15 ดัชนีราคา MSCI Emerging Markets: ที่มา Bloomberg, INFINITI

ข้ามมาที่กลุ่ม Asia ex Japan การเติบโตหลักของหุ้นกลุ่มนี้มาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับอานิสงค์จากแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มปรับใช้เทคโนโลยีมาในชีวิตประจำวันมากขึ้นและมีการเติบโตของการบริโภคในระดับสูงเช่น ธุรกิจ E-commerce อย่าง Alibaba และ ธุรกิจ Internet อย่าง Tencent

นอกจากนี้ภูมิภาค Asia ex Japan ยังเป็นฐานการผลิต Hardware ที่รองรับเทคโนโลยีต่างๆทั่วโลกเช่น Samsung, Taiwan Semiconductor และ Foxconn

รูปที่ 16 การประมาณการการเติบโตของผลกำไรหุ้นกลุ่ม Asia ex Japan แบ่งตาม Sector ต่างๆ, การปรับประมาณการการเติบโตของหุ้นกลุ่ม Asia ex Japan: ที่มา CLSA

 

เมื่อมาดูดาวเด่นในกลุ่ม Asia ex Japan หุ้นเกาหลีใต้กลับมามีความน่าสนใจและมีทิศทางการปรับตัวขึ้นที่โดดเด่นจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี โดยตลาดหุ้นเกาหลีในปีนี้มีทิศทางการเติบโตของกำไรสุทธิในระดับสูงจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี

ส่วนด้านการเมืองและเศรษฐกิจ นายมุนแจอิน ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีมีนโยบายการปฏิรูปกลุ่มธุรกิจแชโบลและโครงสร้างตลาดทุน ทั้งนี้ปัจจุบัน Valuation ของตลาดหุ้นเกาหลียังค่อนข้างถูก โดยปัจจุบันมี fwd P/E ราว 10 เท่า และ P/B ราว 1.1 เท่าเท่านั้น และ Fund flow มีการไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 17 P/BV ของดัชนี KOSPI, การประมาณการกำไรของ KOSPI: ที่มา Bloomberg, INFINITI

หุ้นเกาหลีกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างและเริ่มมีการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น รวมถึงผลประกอบการที่ดีขึ้น ส่งผลให้ ROE มีการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากราว 6% สู่ระดับราว 11% ซึ่งจะทำให้หุ้นเกาหลีสามารถซื้อขายในมูลค่าที่สูงขึ้นได้

รูปที่ 18 P/BV และ Dividend Payout Ratio ของตลาดหุ้น, PE และ Dividend Payout Ratio ของตลาดหุ้น, P/BV และ Dividend Payout Ratio ของดัชนี KOSPI: ที่มา CLSA, Bloomberg, INFINITI

หุ้นไต้หวันเป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิที่โดดเด่น หนุนนำโดยการส่งออกกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และ IT ที่เติบโตไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

โดย valuation หุ้นของไต้หวันยังคงน่าสนใจเมื่อเทียบกับการเติบโต ส่งผลให้ไต้หวันเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มี Fund flow ไหลเข้ามาต่อเนื่องในปีนี้

รูปที่ 19 Fund Flow ประเทศไต้หวัน, การประมาณการกำไรดัชนี TWSE: ที่มา Bloomberg, INFINITI

ในด้านโมเมนตัม ราคาดัชนี MSCI AC Asia ex Japan มีการทะลุแนวต้านขาลงที่กดดันดัชนีมาตลอด 10 ปี กลับมาเป็นขาขึ้นได้สำเร็จเช่นกัน ประกอบกับมี Fund flow ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 20 ดัชนีราคา MSCI AC Asia ex Japan: ที่มา Bloomberg, INFINITI

ทั้งนี้เรามองว่ายังมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังและติดตาม ได้แก่

  • เกาหลีเหนือเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธทีมีอานุภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลี
  • ความเสี่ยงของหนี้จีน ที่มีความพยายามจะปรับแก้นโยบายเพื่อควบคุมหนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท
  • ความเสี่ยงที่ธนาคารกลางหลักของโลกจะมีการใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์โดยเฉพาะการลดขนาดงบดุลของ Fed และการปรับลดวงเงิน QE ของ ECB
  • ความเสี่ยงของทรัมป์ที่จะถูกถอดถอนยังคงสูงอยู่ และคะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงจากตัวเลข Trump job approval (ค่าความนิยมใน ปธน. ทรัมป์) ลดลงต่อเนื่องหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • เศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

รูปที่ 21 ภาพขีปนาวุธของเกาหลีเหนือพร้อมผู้นำ, ตัวเลข Trump Job Approval, ขนาด Balance Sheet ของ Fed: ที่มา Bloomberg, INFINITI

ส่วนของทองคำเริ่มมีการฟื้นตัวไม่หลุดแนวรับ $1,210 หลังจากค่าเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ทางเรายังสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

รูปที่ 22 ภาพราคาทองคำ เทียบกับ USD Index ข้อมูล ณ 25 ก.ค. 60: ที่มา Bloomberg

สำหรับคำแนะนำพอร์ตการลงทุนแบบ Global Absolute Return Portfolio ของ INFINITI Global Investors ซึ่งเป็นคำแนะนำการลงทุนแบบ Absolute Return ซึ่งมีความยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนพอร์ตตามมุมมองภาวะตลาด มีเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนต่อปีประมาณ 8 – 10% ซึ่งต่ำกว่าผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นเล็กน้อย และมีเป้าหมายความผันผวนของพอร์ตในระดับที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นจากการกระจายการลงทุน โดยกลยุทธ์นี้จะพยายามลดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญในยามที่พื้นฐานการลงทุนไม่ดี ทั้งนี้สำหรับเดือนสิงหาคม 2017 เราแนะนำสัดส่วนการจัดพอร์ตดังนี้

รูปที่ 23 Global Absolute Return Portfolio Model เดือน ส.ค. 60: ที่มา INFINITI

ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัวและธนาคารกลางยังมีแนวโน้มระมัดระวังในการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว เราจึงเห็นว่าควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น โดยเราเห็นโอกาสในการลงทุนหุ้นกลุ่ม Emerging Market และ Asia ex Japan ที่มีการเติบโตที่โดดเด่น ในขณะที่ valuation ยังไม่แพง จึงได้แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในหุ้นทั้งสองกลุ่มอย่างละ 10% โดยเราเชื่อว่าปี 2017 น่าจะยังเป็นปีที่ดีต่อพอร์ตการลงทุน Global Absolute Return

FundTalk รายงาน


พิเศษ
หากท่านสนใจเปิดบัญชีลงทุนเพื่อรับคำแนะนำลงทุนจริง กรุณากรอกรายละเอียดสั้น ๆ ได้ ที่ www.finnomena.com/nter-exclusive-club เพื่อรับบริการพิเศษจากเรา (จำนวนจำกัด)