แจ้งเตือน

ลงทุนทั่วโลกแบบ Core-Satellite

สู้ทุกสภาวะตลาด ด้วย

Krungsri The Masterpiece

Created by:

Krungsri asset management

Krungsri The Masterpiece

จุดเด่นของพอร์ตการลงทุน

  • เน้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาว แต่ไม่ละเลยความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น-กลาง
  • การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ระหว่าง 30 – 70% และลงทุนอย่างน้อย 30% ในกองทุนตราสารหนี้เพื่อลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุน
  • ลงทุนทั้งในกองทุนที่ลงทุนในประเทศและกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ
  • คัดเลือกกองทุนที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากกองทุนแต่ละประเภทในแต่ละช่วงเวลา

อัปเดตสถานการณ์ล่าสุดจาก บลจ.

ลงทุนทั่วโลกแบบ Core-Satellite สู้ทุกสภาวะตลาด ด้วย Krungsri Smart Allocation Strategy

วัตถุประสงค์หลักของการจัดพอร์ตการลงทุน

  • เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีในทุกภาวะตลาด ในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

สินทรัพย์ที่เลือกลงทุน

หลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์

ในการคัดเลือกสินทรัพย์ บลจ. ใช้แนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์แบบ Top-Down Approach โดยวิเคราะห์การลงทุนจากภาพใหญ่ก่อนลงมาสู่ภาพเล็ก อย่างเช่น การวิเคราะห์มุมมองเศรษฐกิจเชิงมหภาคทั่วโลกและในประเทศในระยะ 1 – 2 ปีข้างหน้า มุมมองนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง จากนั้นจึงวิเคราะห์ปัจจัยในแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ และแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม

หลักเกณฑ์การคัดเลือกกองทุน

หลังผ่านกระบวนการคัดเลือกตลาดที่เหมาะสมแล้ว ขั้นต่อไปคือดูสินทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ ดูนโยบายการลงทุน วิธีการคัดเลือกหลักทรัพย์ วิธีการบริหารพอร์ตการลงทุน รวมถึงความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงาน และพิจารณาว่ากองทุนใดที่มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี

กลยุทธ์หลักของพอร์ตการลงทุน

พอร์ตการลงทุนนี้มุ่งหวังที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทางบลจ. จึงใช้กลยุทธ์การแบ่งสัดส่วนการลงทุน โดยแบ่งการลงทุนเป็นกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงและกลุ่มตราสารหนี้ โดยในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงนั้น ทางบลจ. จะเน้นลงทุนในตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed markets) และหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) สำหรับส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ สัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% เพื่อลดความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุนของพอร์ต นอกจากนั้น บลจ.ยังใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Core-Satellite Approach ซึ่งเป็นกลยุทธ์การจัดพอร์ตที่เหมาะกับทุกสภาพตลาด การจัดพอร์ตการลงทุนโดยมีส่วนที่เป็น Core หรือพอร์ตหลัก ใช้เพื่อเป้าหมายให้เงินลงทุนมีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในระยะยาว และส่วนที่เป็น Satellite หรือพอร์ตเสริม เพื่อหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมในระยะสั้น-กลาง โดยจะให้น้ำหนักการลงทุนในแต่ละกองทุนใน satellite พอร์ต หรือพอร์ตเสริม ตามมุมมองเศรษฐกิจเชิงมหภาคทั่วโลกที่สรุปมาจากการวิเคราะห์แบบ Top Down Approach ข้างต้น

พอร์ตการลงทุนนี้เหมาะสมกับใคร

เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงรับความเสี่ยงได้สูง เช่น นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนให้เติบโต สามารถยอมรับความผันผวนในระยะสั้น เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร

สาเหตุในการปรับพอร์ต

  • มีการเปลี่ยนแปลงในด้านพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ฯลฯ
  • ความเสี่ยงในตลาดทั้งในด้านบวกและลบเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ทิศทางการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ

ความถี่ในการปรับพอร์ตการลงทุน

ปีละ 2 ครั้งหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพอร์ตการลงทุนนี้เน้นสร้างผลตอบแทนในระยะยาว การปรับพอร์ตถี่เกินไปจะส่งผลให้ลูกค้าต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น

มุมมองตลาดปัจจุบัน

บลจ.กรุงศรี ยังคงมีมุมมองที่ดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง หลังสหรัฐฯ และจีนลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรก และมีแผนที่จะเจรจาในเฟสต่อๆ ไปในอนาคต  นอกจากนี้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากธนาคารกลางหลายประเทศส่งผลให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้น โดยทีมผู้จัดการกองทุนมีมุมมองที่ดีขึ้นสำหรับการลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ และยุโรป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง การใช้จ่ายของผู้บริโภคมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น และมีปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง รวมไปถึงประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน และเวียดนาม โดยถึงแม้เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่คาดว่ารัฐบาลจีนจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ และจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ทีมผู้จัดการกองทุนได้ปรับลดมุมมองต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลง เนื่องจากทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเป็นผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 และปัญหาภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาเติบโตได้ดีในช่วงครึ่งหลังของปี จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก  

ในส่วนของตราสารหนี้ ผู้จัดการกองทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อการลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เนื่องจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำทั่วโลก และทิศทางการดำเนินนโนบายของธนาคารกลางที่ยังคงเอื้อต่อการลงทุน

ในภาพรวม ทีมผู้จัดการกองทุนยังคงให้น้ำหนักการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์เสี่ยง จากระดับผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย และสับเปลี่ยนการลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศ ทั้งในส่วนตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความผันผวนในตลาดอาจยังคงมีอยู่ จึงแนะนำให้จัดสรรน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุน

พอร์ตการลงทุน

ลงทุนทั่วโลกแบบ Core-Satellite สู้ทุกสภาวะตลาด ด้วย Krungsri Smart Allocation Strategy
ลงทุนทั่วโลกแบบ Core-Satellite ด้วย Krungsri Smart Allocation Strategy
สัดส่วนการลงทุนของพอร์ต ณ ปัจจุบัน ที่มา: Krungsri Asset Management

กองทุนแนะนำสำหรับการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์/ภูมิภาค

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ

KFAFIX

  • เน้นลงทุนทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ ในตราสารหนี้ และ/หรือ เงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ที่ออกรับรอง รับอาวัล หรือค้ำประกันการจ่ายเงิน โดยภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และ/หรือภาคเอกชน ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ และอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ หรือที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
  • ในเดือนที่ผ่านมาการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาวได้รับประโยชน์จากการปรับตัวลดลงในลักษณะแบนราบของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลภายหลังข้อมูลเศรษฐกิจของไทยยังคงอ่อนแอ และมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับแนวโน้มในช่วงเวลา 3 เดือนข้างหน้าบลจ.กรุงศรี มีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น อาจปรับลดลงได้หากภาพรวมเศรษฐกิจของไทยมีโอกาสเติบโตช้ากว่าประมาณการ ในขณะที่ปัจจัยความเสี่ยงด้นภูมิรัฐศาสตร์ ในต่างประเทศ อาจส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ไทยและต่างประเทศมีความผันผวนสูงขึ้นตามสถานการณ์ บลจ. จึงแนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในกองทุนประเภทนี้เฉพาะเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่ต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น
  • กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว: เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้ จึงควรลงทุนในกองทุนที่มีการบริหารเชิงรุก (Active Management) โดยการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละช่วง โดยแนะนำกองทุน KFAFIX ซึ่งมีนโยบายการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ระดับสูง

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

KF-SINCOME/ KF-CSINCOM

  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ PIMCO GIS Income Fund Class I Acc โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
  • Credit spread ที่ปรับตัวแคบลงส่งผลบวกแก่ตราสารหนี้ภาคเอกชน และตราสารหนี้ High yield ในกองทุน และสถานะชอร์ตตราสารในประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษยังคงส่งผลดีต่อกองทุนจาก yield ที่เพิ่มขึ้น กองทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารอายุ 5 – 7 ปี ที่ถึงแม้ว่า yield จะลดลงมาพอสมควร แต่ก็ยังเชื่อว่า yield มีโอกาสที่จะลดลงได้อีก และอาจเริ่มลดสัดส่วนตราสารหนี้ High yield ลง ในกลุ่มที่มีCredit spread ที่ปรับตัวแคบลงมาก
  • ขยายโอกาสการลงทุนด้วยการเพิ่มความยืดหยุ่นในการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภทที่มีศักยภาพทั่วโลก มุ่งเน้นรายได้ที่สม่ำเสมอจากการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทน ทั้งนี้กองทุนKF-SINCOME เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาแหล่งสร้างผลตอบแทนในรูปแบบรายได้ประจำ และ KF-CSINCOM เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมความเติบโตของผลตอบแทนไว้ในกองทุน

กองทุนตราสารทุนในประเทศ

KFENSET50

  • ลงทุนในตราสารแห่งทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยเน้นตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี SET 50

กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ

Developed market equity

KFGBRAND

  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ Morgan Stanley Investment Funds - Global Brands Fund (Class Z) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ความกังวลต่อประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น สร้างความผันผวนในตลาดหุ้นทั่วโลก นักลงทุนเข้าสู่โหมด Risk-Off และต้องการถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น ดังนั้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และมีการเติบโตสมํ่าเสมอในระยะยาว มีความทนทานในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจนั้น คาดว่าจะยังให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพสูง มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีแหล่งรายได้กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคมีความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้น ตามเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

KF-HUSINDX

  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ iShares Core S&P 500 ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
  • ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบจากเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้นักลงทุนเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าวจะมีอยู่อย่างจำกัดหากผู้เล่นสำคัญอื่นอย่างรัสเซียไม่ร่วมมือกับอิหร่าน ทั้งนี้ ตลาดรอปัจจัยบวกจากการเซ็นสัญญาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนใน iShares Core S&P500 ETF ซึ่งจะมีผลการดำเนินงานที่ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนี โดยคาดการณ์การเติบโตยังคงมีอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับนโยบายต่างๆของภาครัฐ เช่น การปฎิรูปภาษี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

KF-EUROPE/ KF-HEUROPE

  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ Allianz Europe Equity Growth Fund (Class AT) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดย KF-EUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ส่วน KF-HEUROPE ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
  • นักลงทุนกลับมา risk-off อีกครั้ง หลังจากที่ตลาดกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีการตอบโต้กันมากขึ้นส่งผลกระทบถึงตลาดหุ้นยุโรป อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปปรับดีขึ้นมาโดยเฉพาะ PMI ภาคบริการแต่ยังต้องจับตาดู Brexit ในปลายเดือนมกราคม
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของยุโรปที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยนักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนใน KF-HEUROPE เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

Emerging market equity

KFACHINA-A

  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ UBS (Lux) Investment SICAV - China A Opportunity (USD) (Class P – acc) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80.00 ของ NAV โดยป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ธนาคารกลางจีนได้ออกมาลดอัตราส่วนสำรองการเงิน (RRR) ของธนาคารลงอีกในต้นปีเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจ นอกจากนี้ตลาดยังคาดหวังที่จะเห็นการเซ็นสัญญาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนและตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น
  • กองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคและภาคบริการที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

Multi-Asset

KFAINCOM

  • ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ Schroder Asian Income Fund (Class SGD X Dis) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน
  • แม้ว่าประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านจะส่งผลกระทบกับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แต่ปัจจัยบวกจากการบรรลุข้อตกลงในขั้นแรกระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงการดำเนินมาตรการทางการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชีย และการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังในหลายประเทศส่งผลให้มีภูมิภาคเอเชียมีความน่าสนใจ ทั้งนี้การลงทุนแบบ Multi-Asset Income Fund ในภูมิภาคเอเชียยังมีแนวโน้มที่ดีจาก Valuation ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจลงทุน และการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์จะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวผันผวนได้
  • กองทุนหลักเน้นการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยผู้จัดการกองทุนหลักจะมีการปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กองทุนหลักเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่ประสงค์จะกระจายการลงทุนด้วยตนเอง

เกี่ยวกับ บลจ. กรุงศรี

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด เป็นหนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนขนาดใหญ่ของประเทศ  ที่ได้มีส่วนในการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้กับผู้ลงทุนมากว่า 20 ปี โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการการลงทุนประเภทต่างๆ ได้แก่

กองทุนรวม

หลากหลายนโยบายการลงทุนครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภท อาทิ กองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนผสม กองทุน LTF-RMF และกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF)

กองทุนส่วนบุคคล

บริหารเงินลงทุนเพื่อเป้าหมายเฉพาะสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล นิติบุคคล และสถาบัน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ทางเลือกของการลงทุนด้วยกองทุนหลากหลายนโยบาย พร้อมบริการ Employee’s Choice ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกเลือกลงทุนได้ตรงกับความต้องการผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ของตนเอง และแผนการลงทุนสมดุลตามอายุ (Life Path) ซึ่งออกแบบมาเพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับอายุของผู้ลงทุนที่เปลี่ยนไป รวมทั้ง Em@ccess ระบบให้บริการข้อมูลและทำรายการออนไลน์เพื่อความสะดวกสบายของสมาชิก

ด้วยการบริหารการลงทุนของทีมผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญสูง ประกอบกับกระบวนการลงทุนที่ได้มาตรฐาน ทำให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจและได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง และในปี 2562 บลจ.กรุงศรีได้รับรางวัลจากสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ดังนี้

  • Asset Management Company of the Year, Thailand (For 3 consecutive years) awarded by The Asset
  • Fund House of the Year, Thailand awarded by Asian Investor
  • Best Overall Asset & Fund Manager (for 2 consecutive years) and Best Online & Mobile Platform (Asset Manager) awarded by Alpha Southeast Asia Magazine
  • Best Asset Management, Thailand and Best Fund Management Company, Thailand awarded by Global Banking & Finance Review
  • Best Managing Director - Asset Management – Thailand and Fastest Growing Mutual Fund House – Thailand awarded by International Finance

Krungsri Asset Management

สนใจรับข้อมูลพอร์ตการลงทุนนี้

แนะนำลงทุน: 1,000,000 บาทขึ้นไป


ชื่อ นามสกุล  *
อีเมล  *
เบอร์มือถือ  *
จำนวนเงินลงทุนตั้งต้น  *
บาท
ความคาดหวังจากการลงทุน  *
ประสบการณ์การลงทุน  *
เมื่อกดปุ่ม “ต่อไป” คุณจะได้รับการแนะนำหรือช่วยเหลือในขั้นตอนการใช้บริการ ซึ่งเป็นไปตามความสนใจและความต้องการของคุณ หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของคุณ โปรดอ่านเพิ่มเติมใน นโยบายความเป็นส่วนตัวของ FINNOMENA

ดูรายละเอียดพอร์ต บลจ. อื่นๆ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ⦿ กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ⦿  กองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน อาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ⦿  กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้  (non-investment grade) หรือไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond) ผู้ลงทุนจึงอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการไม่ได้รับชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ย ⦿ เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ ณ วันที่แสดงข้อมูลแต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้องความน่าเชื่อถือ และความสมบูรณ์ของข้อมูลทั้งหมด โดยบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงข้อมูลทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ⦿ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัด โทร  0 2657 5757 และ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่เบอร์ 0 2026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”