พบกับ MRI พอร์ตการลงทุนสุดพิเศษจาก MacroView กูรูผู้มากประสบการณ์ในโลกการลงทุนกว่า 20 ปี เน้นวิเคราะห์ผ่านเศรษฐกิจมหภาคภาพใหญ่ เพื่อเฟ้นหากองทุนที่ดีที่สุดตามสถานการณ์นโยบายการเงินโลกและเศรษฐกิจที่ผันผวน
สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction
MRI Portfolio โดย MacroView
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-macroview
สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

MRI Scan กองทุนรวม โดย MacroView

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

ที่มา: MacroView

ประวัติเจ้าของพอร์ต    

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและเศรษฐกิจ   คลุกคลีในแวดวงการลงทุน การธนาคาร และ พลังงานมาเกือบ 20 ปี รวมถึงผ่านงานด้านการลงทุน บริหารความเสี่ยง และการเงิน จากสถาบันการเงินระดับโลก อาทิ AIG และ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)
  • เคยทำหน้าที่อาจารย์ประจำด้านเศรษฐกิจ บริหารความเสี่ยง และ การเงิน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เป็นเวลา 8 ปี ในตำแหน่งวิชาการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รวมถึงเป็นวิทยากรให้กับสถาบันการเงินชั้นนำของเอเชีย
  • ผ่านงานวิจัยและนำเสนอผลงานด้านเศรษฐกิจ การเงิน และ การลงทุน ทั้งในประเทศ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย และต่างประเทศ อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางเยอรมัน
  • เจ้าของคอลัมน์ ‘มุมคิดมหภาค’ และ ‘มุมคิดธนกิจ’ ใน Finnomena/ หนังสือพิมพ์ ‘กรุงเทพธุรกิจ’/ eFinanceThai และคอลัมน์ด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ใน นิตยสาร Delight Magazine สำหรับ SCG Debenture Club สำหรับผู้ลงทุนในตราสารหุ้นกู้ของ บมจ. ปูนซีเมนต์ไทย 
  • ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (WeAsset) สำหรับงานในแวดวงการลงทุนในประเทศ

แรงบันดาลใจและที่มาของการสร้างพอร์ต

  • จนถึงปัจจุบันได้ทำงานด้านการวิเคราะห์และเลือกสรรตราสารการลงทุนให้กับสถาบันและนักลงทุนที่เป็น High Net-worth ประกอบกับ ณ ตอนนี้ ในช่วงที่นโยบายการเงินทั่วโลกเริ่มตึงตัว จึงอยากจะสร้างพอร์ตที่ใช้การบริหารความเสี่ยงเข้ามาช่วยโดยที่นักลงทุนอาจยังได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด เป็นทางเลือกที่รายย่อยสามารถเข้าถึงได้

จุดเด่นและกลยุทธ์ของพอร์ต

  • จุดเด่นของพอร์ตคือความสมดุลของระบบ Scan กองทุนแบบ Macro-Risk Induction Method  (MRI) ที่ผสมผสานระหว่างวิธีแบบ Top-Down และ Bottom-up พร้อมกับการใช้จุดตัดของภาพเศรษฐกิจมหภาคกับการบริหารความเสี่ยงในการคัดสรรกองทุนในยุคที่ตลาดมีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูงดังเช่นในปัจจุบัน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ Induction หรือ รวบรวมข้อเท็จจริงย่อยๆ แล้วจึง วิเคราะห์สรุปรวบไปหาสัดส่วนของพอร์ตโฟลิโอเพื่อให้ได้กองทุนรวมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น 

สินทรัพย์ในพอร์ต & ผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest)

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

ภาพแสดงสัดส่วนการลงทุนและผลทดสอบย้อนหลังพอร์ต MRI ที่มา: MacroView วันที่: 13 มิถุนายน 2022

ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เกณฑ์ในการคัดเลือกกองทุน

ใช้ประโยชน์จากการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจมหภาคและองค์ประกอบหลักต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง และ ทำการพิจารณาประกอบกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆในทุกมิติ จากนั้นนำมาวิเคราะห์แบบอุปนัย (Induction Method) หรือ รวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ ทั้งหมด มาพิจารณาทบทวนถึงรายละเอียดของกระบวนการความคิดต่าง ๆ เพื่อนำมาสังคราะห์ให้ได้ข้อสรุปในการตัดสินใจเลือกลงทุนในภูมิภาค ประเทศและเซ็กเตอร์ต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นการผสมกันระหว่าง วิธี Top Down และ Bottom Up

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

ที่มา: MacroView

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

ที่มา: MacroView

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

ที่มา: MacroView

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction MRI Portfolio by MacroView

ที่มา: MacroView

พอร์ตนี้เหมาะกับผู้ที่…

  ต้องการลงทุนในระยะเวลาปานกลาง 1.5-3 ปี เพื่อหาผลตอบแทนระดับ 7-10% โดยสามารถยอมรับระดับความเสี่ยงได้สูง

การปรับพอร์ต : ตามระยะเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม โดย Rebalance ด้วยมูลค่าน้อยกว่า 2 เท่าของมูลค่าพอร์ตต่อปี และมี Stop Loss Limit ที่ 12%

มุมมองการลงทุนในปัจจุบัน

มุมมองการลงทุน: ก่อนเข้าสู่จุดพลิกเกม

สำหรับภาพกลยุทธ์การลงทุนในเดือนมิถุนายนนั้น พลังขับเคลื่อนหลักยังคงเป็นประเด็นเงินเฟ้อสหรัฐ และ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจและตลาดเงินสหรัฐที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนอันดับหนึ่ง โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีความเป็นไปได้ว่าจะเซอร์ไพร์สตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 0.5 ในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะเริ่มมีกระแสความเสี่ยงอื่น ๆ นอกจากเงินเฟ้อที่ตลาดมองว่าเฟดอาจจำเป็นต้องปรับโทนนโยบายการเงิน อันนี้ยังไม่นับมาตรการ Quantitative Tightening หรือ QT ที่จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ซึ่งคงต้องมาดูว่าจะสามารถทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐทำงานได้แบบราบรื่นหรือเปล่า

อย่างไรก็ดี เฟดดูเหมือนจะมีความมั่นใจว่าการดำเนินนโยบายการเงินในครั้งนี้ จะสามารถจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจและเงินเฟ้อหลังโควิดได้ โดยจะพุ่งเป้าการแก้ปัญหาไปที่เซ็กเตอร์อสังหาริมทรัพย์ทั้งผ่านการขึ้นดอกเบี้ยและการลดขนาดงบดุลเฟดในส่วนของตราสารสินเชื่อบ้านหรือตราสาร MBS รวมถึงการจัดการกับอุปสงค์และอุปทานของที่อยู่อาศัยให้มีความร้อนแรงของราคาน้อยลง และเซ็กเตอร์สินค้าคงทน โดยจะหาแนวทางในการบริหารจัดการของระดับราคาของสินค้าในส่วนนี้ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

มุมมองการลงทุนในเดือนมิถุนายน: ผมคิดว่าเราจะเข้าสู่จุดก่อนพลิกเกม (Inflection Point) โดยเป็นเดือนที่เรายังเห็นตลาดหุ้นโลกนำโดยตลาดสหรัฐฯ ออกมาเป็นแบบ Wait & See หรือมีการขึ้นและลงแบบที่ไม่ได้ไปไหนไกลมาก โดยยังมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นแนวโน้มขาลงทว่าไม่มากมายเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก ตรงนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ลงมาถึงจุดที่ใกล้เคียงกับระดับที่เคยขึ้นดอกเบี้ยแบบเป็นชุดในลักษณะที่ไม่ได้กระเทือนต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเท่าไหร่นัก

ในขณะที่ตลาดหุ้นบ้านเรา ยังคงมีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบมาจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ระดับผลกระทบจะน้อยกว่าหรือลดลงมากเหลือประมาณหนึ่งในสามจากระดับที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นบ้านเรายังคงได้รับผลเชิงบวกจากการเปิดเมืองในสัดส่วนที่สูงกว่าเพื่อนบ้าน จากการที่ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวต่อจีดีพีสูงเป็นอันดับสองของโลก รวมถึงนโยบายการเงินของแบงก์ชาติบ้านเรายังผ่อนคลายมากกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงของตลาดหุ้นบ้านเรา อาจจะมาจากอัตราเงินเฟ้อไทยที่ออกมาเกินคาดมากในอนาคต ซึ่งในตอนนี้ ราคาอาหารและพลังงานปรับตัวสูงขึ้นมาก และได้เริ่มส่งผ่านมายังราคาอาหารสำเร็จรูป ที่สำคัญที่สุด ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเริ่มมีการช่วยเหลือจากภาครัฐลดน้อยลง จึงทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกหน้าปั๊มเริ่มที่จะสูงขึ้นเป็นขั้นบันได โดยภาคการขนส่งที่เป็นกุญแจหลักของเศรษฐกิจทุกเซ็กเตอร์จะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นมีแนวโน้มว่าจะค่อย ๆ ส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนอาจจะทำให้จำเป็นต้องปรับค่าจ้าง ซึ่งหากถึงจุดนั้น อัตราเงินเฟ้อบ้านเราก็อาจจะสูงกว่าที่เราคาดในตอนนี้อยู่ไม่น้อย

สำหรับความน่าสนใจของตลาดหุ้นต่าง ๆ ทั่วโลกในเดือนนี้ ผมมองว่าในส่วนของตลาดประเทศพัฒนาแล้ว ยังคงเป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ดูน่าสนใจกว่าเพื่อน ด้วย 2 เหตุผล คือ หนึ่ง อานิสงก์เชิงบวกจากโมเมนตัมของบรรยากาศการเลือกตั้งในไตรมาสที่ 3 ส่วนหนึ่งมาจากเม็ดเงินงบประมาณของรัฐบาล และ สอง ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีช่องว่างที่จะปรับตัวลง (Downside Risk) ได้ไม่มากนัก ด้านตลาดหุ้นในฝั่งตลาดเกิดใหม่ ผมยังมองว่าตลาดหุ้นจีนน่าจะมีโอกาสที่จะมีผลตอบแทนเป็นบวกแม้จะไม่หวือหวามากก็ตามที เนื่องจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายพร้อมกับการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์โควิด-19 ในเมืองใหญ่ของจีน

หากพิจารณาแบบรายเซ็กเตอร์ ยังคงชอบกองทุนรวมเซ็กเตอร์ธนาคารของสหรัฐฯ เนื่องจากจะได้อานิสงก์เชิงบวกจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ยังมีอยู่อีกหลายยก รวมถึงราคาหุ้นกลุ่มแบงก์สหรัฐฯ ก็ย่อลงมาในระดับหนึ่งแล้วในช่วงปีนี้ โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ TUSFIN-A และ KWI USBANK นอกจากนี้ กองทุนรวมในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเกษตรกรรม และ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ก็ยังเป็นกองทุนที่น่าสนใจ จากมุมมองจากราคาของสินค้าประเภทนี้ยังอยู่ในระดับสูง และเพื่อป้องกันความผันผวนทั้งจากเงินเฟ้อที่แรงกว่าคาดหรือความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยหากเริ่มก่อตัวขึ้นมา

สแกนกองทุนผ่านปัจจัยเชิง Macro และวิเคราะห์แบบ Induction
MRI Portfolio โดย MacroView
ดูรายละเอียดพอร์ต >>> https://finno.me/guruport-macroview

MacroView

ขั้นตอนการลงทุนในพอร์ตนี้เป็นอย่างไร?

คุณสามารถลงทุนใน MRI Portfolio โดยผ่าน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ครับ

1. เลือกแผนการลงทุน

ศึกษาข้อมูลของแผนการลงทุน ตรวจสอบว่าเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณหรือไม่

2. เปิดบัญชีลงทุน​

สามารถเปิดบัญชีได้ทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ FINNOMENA เอง โดยบัญชีนี้สามารถลงทุนได้กว่า 1,000 กองทุนจาก 22 บลจ.

3. ลงทุนตามคำแนะนำ

รอรับคำแนะนำจากทางระบบทั้งผ่าน Notification และอีเมลในวันถัดไป และสามารถเริ่มลงทุนตามแผนที่วางไว้ได้ทันทีครับ

คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน  | ข้อมูลและการคาดการณ์ที่ปรากฏในบทความนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลในอดีตร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน แต่ทั้งนี้ไม่อาจรับรองความสมบูรณ์แท้จริงและความแม่นยำของการวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT”