
แม้ว่าผลการประชุมเฟดในเดือนกันยายน จะออกมาในแบบที่เป็นไปตามคาด คือ ลดดอกเบี้ย 25 bp ทว่าก็มีประเด็นที่น่าจะพูดถึงอยู่ 4 ประเด็นสำหรับการประชุมครั้งสำคัญนี้
หนึ่ง ผลการประชุมเฟดในรอบนี้ มีโทนออกมาแนว Dovish โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นต่อระดับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในอนาคตของสมาชิกเฟด หรือ Dot Plot ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ (แม้จะฉิวเฉียดก็ตามที) โหวตออกมาแบบที่เข้าใจง่ายต่อสาธารณชนคือ ลดดอกเบี้ย 25 bp ในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดขั้นต่ำที่ โดนัลด์ ทรัมป์ต้องการ คือลดดอกเบี้ยทุกครั้งสำหรับการประชุมเฟดในปีนี้ ตามที่ทรัมป์ได้ให้ฉายากับเจย์ พาวเวล ประธานเฟดว่า “Mr. Too Late” มาโดยตลอด ซึ่งต่อไปทรัมป์อาจจะต้องเปลี่ยนฉายาให้พาวเวลว่าเป็น “Mr. Too Little” นั่นเท่ากับเป็นการลดความกดดันจากฝั่งการเมืองที่โหมกระหน่ำมาที่เฟดในทุกทิศทาง
โดยการสร้างความคาดหวังให้กับตลาดในรูปแบบนี้ ถือว่าเป็นผลดีต่อการประชุมเฟดครั้งถัดๆไปในปีนี้ ในแง่ไม่ผูกมัดให้มีความกดดันมากเกินไป โดยหากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแบบท่ีระดับอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าคาดหรือตลาดแรงงานร้อนแรงกว่าจนทำให้อัตราการว่างงานต่ำกว่าคาด เฟดก็สามารถยกเลิกการลดดอกเบี้ยไปก่อน โดยอ้างเหตุผลว่านโยบาย Tariff ที่ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีไว้ ทำให้เกิดภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจดังกล่าว โดยจัดว่าเป็นผลประชุมเฟดครั้งนี้ เป็นแบบ Risk Management Meeting
สอง การเข้ามาของ สตีเฟน มิแรน สมาชิกใหม่เฟดแทนที่ อเดรียน่า คูเกอร์ซึ่งลาออกไปก่อนหน้า ในฐานะกรรมการบอร์ดเฟด โดยเขาจะกลับไปเป็นประธานสภาที่ปรึกษาของรัฐบาลทรัมป์อีกครั้งในต้นปีหน้าหลังหมดอายุในตำแหน่งที่ฟเด เริ่มงานเป็นวันแรกพร้อมกับประชุมเฟดครั้งนี้ในทันที ได้ออกเสียงโหวต ลดดอกเบี้ย 50 bp แบบค้านมติโดยรวมอยู่คนเดียวนั้น ในส่วนนี้ พาวเวลได้ให้ความเห็นต่อคำถามของผู้สื่อข่าวว่า มิรานเป็นเพียงแค่หนึ่งในสมาชิกเฟด 19 ท่านที่ให้ความเป็นใน Dot Plot จึงไม่มีความเป็นอภิสิทธิ์ชนเมื่อเทียบกับสมาชิกเฟดท่านอื่นๆ
นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ของเฟดที่มิรานเคยให้ความเห็นต่อสภาคองเกรสว่าควรจะมีเพิ่มเติม คือ ระดับอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวของสหรัฐควรจะมีระดับต่ำนั้น พาวเวลมองว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่เคยมีอยู่ในบริบทของเฟดแต่อย่างใด
สาม บรรยากาศการบั่นทอนความเป็นอิสระของเฟดในตอนนี้ น่าจะมีความรุนแรงมากอยู่ จะเห็นได้จาก คริสโตเฟอร์ วาลเลอร์ และ มิเชล โบว์แมน สองสมาชิกบอร์ดเฟด ไม่โหวตลดดอกเบี้ย 50 bp ตามที่เคยเกริ่นไว้ก่อนหน้า ซึ่งในกรณีของวาลเลอร์นั้น ถือว่าเป้นการลดโอกาสการขึ้นมาเป็นประธานเฟดท่านใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการคัดสรรโดยทีมงานของทรัมป์อยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ น่าจะเกิดจากการไล่ ลิซ่า คุก สมาชิกบอร์ดเฟดให้ออกจากตำแหน่งของทรัมป์ ด้วยข้อหาการปลอมแปลงข้อมูลที่ให้ไว้ในขั้นตอนการขอสินเชื่อบ้าน ที่คุกได้ฟ้องต่อศาลสหรัฐให้ยับยั้งคำสั่งการไล่ออกดังกล่าวของทรัมป์ จุดที่น่าจะทำให้บรรยากาศของเฟดดูแล้ว น่าจะย่ำแย่มากในตอนนี้ คือการที่คุกเองก็ได้ร้องเรียนต่อศาลว่าตัวเฟดเองก็ไม่ได้ปกป้องเธอมากเท่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ ทรัมป์ก็กำลังเตรียมตั้งแต่งบอร์ดเฟดท่านใหม่ๆ ที่มีความเห็นด้านต่างๆขัดแย้งกับความเชื่อของสมาชิกเฟดในชุดนี้ โดยเรื่องนี้ของคุก น่าจะจบที่การตัดสินของศาลฎีกา
ท้ายสุด ทรัมป์เองในตอนนี้ น่าจะไม่ได้มองแค่ว่าให้เฟดลดดอกเบี้ยให้เหลือ 0.5% เพียงอย่างเดียว ทว่ามองไปถึงการลดบทบาทของเฟดในการกำกับสถาบันการเงินและการตัดสินใจนโยบายเกี่ยวกับ Digital Money
โดยในส่วนแรก ทรัมป์ต้องการให้สถาบันการเงินมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเงินกองทุนให้ผ่อนคลายมากที่สุด และต้องการให้สามารถให้บริการด้านเงินสกุลคริปโตต่อประชาชนอย่างทั่วถึง โดยสังเกตได้จากการเข้ามาปูทางในธุรกิจต่างๆเกี่ยวกับคริปโตของครอบครัวตนเองอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับในส่วนหลัง ทรัมป์ต้องการให้เงินดิจิทัลใช้โครงสร้างพื้นฐาน Network ด้านดิจิทัล ที่มาจากส่วนของเอกชนในรูปแบบที่ไม่ต้องขออนุญาต (Permissionless) จากทางการ นั่นคือเงินดิจิทัลในอนาคต น่าจะใช้ Network ที่ลงทุนจากภาคเอกชนมากกว่าแบบที่เป็นของแบงก์ชาติ ซึ่งจะทำให้เงินสกุลคริปโตมีมูลค่าสูงขึ้นเนื่องจากเหรียญบางประเภท อาทิ Ethereum และเหรียญคริปโตอื่นๆ สามารถทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนใน Node ของ Network แนว Decentralized ซึ่งหากย้ายโอนหน้าที่ด้านการดูแลสกุลเงินดิจิทัลออกมาจากเฟด นั่นก็จะทำให้ทรัมป์สามารถควบคุมธุรกิจในส่วนนี้ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ในส่วนของการใช้นโยบาย Currency และ Capital War ให้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกับประเทศอื่นๆ อันเป็นการเสริมต่อจาก Tariff War ในปัจจุบัน ก็สามารถทำได้แบบเต็มที่มากยิ่งขึ้นกว่าหากว่ายังอยู่ภายใต้การดูแลของเฟดดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP
MacroView, macroviewblog.com