
บทความนี้ จะขอประเมินปัจจัยต่างๆของสงครามอิหร่านกับสหรัฐในขณะนี้ ว่าอาจจะก่อให้เกิด US Stagflation ขึ้นได้ โดยผมขอสรุปประเด็นต่างๆในช่วงที่เกิด The Great Inflation ขึ้น 2 ครั้ง ผ่าน Oil Shock ในปี 1973 และ ปี 1980 รวมถึงเกิด US Stagflation ขึ้น เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปในอดีตเสียก่อน จนกระทั่งโยงมาถึงประเด็นเศรษฐกิจในสงครามอิหร่านกับสหรัฐ ณ ปัจจุบัน ดังนี้
- การพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐระหว่างปี 1972-74 มาจาก Shock 3 ประเภท ได้แก่ หนึ่ง การเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร สอง การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และ สาม การสิ้นสุดของโครงการควบคุมราคาสินค้าและค่าจ้าง ซึ่งอดีตผู้นำสหรัฐ ริชาร์ด นิกสัน จำกัดการขึ้นราคาสินค้าและค่าจ้างก่อนการเลือกตั้งในปี 1972 โดยสะท้อนผ่านการปรับตัวอย่างรวดเร็วของราคาสัมพัทธ์ของหมวดพลังงานและหมวดไม่ใช่พลังงาน ซึ่งหลังจากเลือกตั้งเสร็จ จึงยกเลิกเนื่องจากเกิดผลกระทบข้างเคียงเชิงลบ อาทิ การกักตุนสินค้า มากกว่าผลดี
- ปรากฎการณ์อัตราเงินเฟ้อสหรัฐลดลงระหว่างปี 1974-1976 จากระดับสูงสุดแบบเป็นตัวเลข 2 หลักจนกระทั่งลดลงมาสู่ระดับปกติ มาจากการลดลงโดยธรรมชาติของตัวเศรษฐกิจสหรัฐเอง
- แม้สภาวะของปัจจัยฝั่งอุปสงค์ จะมีผลกระทบต่อการพุ่งขึ้นและการลดฮวบลงของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐระหว่างปี 1972 ถึงปี 1976 น้อยมาก ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าการบริหารจัดการด้านฝั่งอุปสงค์ดีจนกระทั่งไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ แต่มาจากผลของ demand shock น้อยกว่าฝั่ง supply shock เป็นอย่างมาก
- ระหว่างปี 1977 ถึงต้นปี 1980 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป หรือ Headline inflation ขึ้นมา 8%ในขณะที่ อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมอาหารและพลังงาน หรือ Underlying Inflation ขึ้นเพียง 3% ส่วนที่เหลือเป็นผลมาจากปัจจัยพิเศษอื่นๆ
- การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้ออย่างรวดเร็วในปี 1978 มาจากเซกเตอร์อาหารเป็นหลัก รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านหรือ Mortgage rate ที่ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ จากนั้น การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อขึ้นต่อไปอีกจนเป็นตัวเลข 2 หลักในปี 1979 สะท้อนการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและการเพิ่มขึ้นของ Mortgage rate ที่ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ท้ายสุด การเพิ่มขึ้นของ Mortgage rate ที่ขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อด้วยตนเอง นับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นไป
- ยุค 1970s ถือเป็นมิติใหม่ของการเกิดเงินเฟ้อ เนื่องจาก Oil Shock เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ส่วน Food shock เคยเกิดขึ้นมาในยุค 1940s ครั้งหนึ่งมาแล้ว ทว่าหายไปในยุค 1950s และ 1960s
- Core Inflation ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานในการคำนวณคืออัตราเงินเฟ้อประเภทซึ่งเป็นจุดหมายที่อัตราเงินเฟ้อในโลกแห่งความเป็นจริงจะมุ่งไปถึงในมุมของธนาคารกลาง โดยถูกกำหนดจากปัจจัยพื้นฐาน อาทิ ส่วนต่างระหว่างอัตราการเติบโตของ Aggregate demand และ Aggregate Supply
- ด้านฝั่งอุปสงค์ ปัจจัยต่างๆที่มีผล อาทิ นโยบายการเงินและการคลังเป็นตัวกำหนดอัตราการเติบโต ในขณะที่ฝั่งอุปทาน ปัจจัยระยะยาวอย่าง trend rate ของการเปลี่ยนระดับผลิตภาพ ผ่าน Supply shock จะกำกับภาพใหญ่ของฝั่ง Supply ในระยะสั้น
จากตรงนี้ ผมขอคาดการณ์เหตุการณ์ Oil และ Supply Shock ปี 2026 ไว้ดังนี้
- สงครามสหรัฐกับอิหร่านในรอบนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) ค่อนข้างแน่ในช่วงถัดไป จากการที่วัตถุดิบที่จะนำไปผลิตปุ๋ยสัดส่วนถึงราว 30% ของโลกไม่สามารถถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดย Food inflation ได้ส่งผลเพิ่มต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐในรอบทศวรรษ 1970s ราว 2% ต่อปี
- Supply Shock ในรอบนี้ ไปไกลกว่าอดีต เนื่องจากมีทั้ง ก๊าซฮีเลียมที่นำไปเป็นส่วนประกอบหลักของเซมิคอนดัคเตอร์และอุโมงค์ทางการแพทย์ หรือ MRI แร่อลูมิเนียม ที่นำไปเป็นภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆมากมาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้เป็นธาตุต่างๆของปุ๋ยในภาคเกษตรกรรม
- โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่เตรียมบีบธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดให้ลดดอกเบี้ย น่าจะมีผลให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐสูงขึ้นต่อ เหมือนกับที่ในปี 1970-72 อดีตผู้นำสหรัฐ ริชาร์ด นิกสัน บีบอดีตประธานเฟด อาเธอร์ เบิร์นส ให้ลดดอกเบี้ยจนเกิด Stagflation ระหว่างปี 1972-74
- ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ในปีนี้หรือปีหน้า เหมือนว่าจะยังมีอยู่ เนื่องจากว่าที่ประธานเฟด เควิน วอร์ช น่าจะไม่ทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าเฟดอาจขาดอาวุธหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจในยามจำเป็น
- นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐ ณ ปัจจุบัน ไม่มี fiscal space ในการใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ หากเกิด Recession เหมือนในช่วงโควิดที่ผ่านมา
ท้ายสุด Blue collar worker หรือคนงานที่ใช้แรงงานเป็นหลัก สามารถเรียกร้องให้ค่าจ้างขึ้นได้เนื่องจากมีโอกาสน้อยที่จะถูก AI ทดแทน ในขณะที่ ความต้องการใช้งาน AI ในอนาคต หากว่าลดลงกว่าคาด น่าจะส่งผลให้เกิด Negative Supply Shock ต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้จากการที่งบลงทุนของ Data Center Investment ลดฮวบลง ซึ่งน่าจะทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation ในปีนี้หรือปีหน้ามีสูงขึ้น
ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP
MacroView, macroviewblog.com