4 เรื่องใหม่ ที่นักลงทุนไม่ควรประมาทในปี 2019

บทความในตอนก่อนที่ผมใช้ชื่อ “ตลาดทุนโลก จะกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งในปี 2019” นะครับ

ได้อ่านปัจจัยบวกกันไปแล้วทั้งหมด 4 ปัจจัยในมุมมองของผม บทความตอนนี้เราลองมาดู 4 ปัจจัยที่นักลงทุนไม่ควรประมาทในการลงทุนช่วงปี 2019 กันบ้างว่ามีอะไรรอเราอยู่

ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย

1.Political Unrest

ถึงแม้ประเด้นการเมืองครั้งที่น่าจะสำคัญที่สุดในปี 2018 ได้ผ่านไปแล้ว นั่นก็คือ US Midterm Election แต่เมื่อกางปฏิทินปี 2019 เรากลับพบว่า จะเป็นปีที่มีโอกาสเปลี่ยนโอนถ่ายอำนาจทางการเมืองในหลายๆ ประเทศทั่วโลกทีเดียว เริ่มตั้งแต่ในไตรมาส 1 การเลือกตั้งในไทยวันที่ 24 ก.พ. และพอเข้าไตรมาส 2 ก็มีกำหนดเส้นตายการออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ เลือกตั้งทั่วไปในประเทศอินโดนีเซีย และประเทศอินเดีย ขณะที่ ประเทศญี่ปุ่น จะมีการเลือกตั้งวุฒิสภาในไตรมาส ช่วงเดือนก.ค. และเมื่อย่างเข้าไตรมาส 4 ก็จะมีการเลือกตั้งที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ผมมองว่าความเสี่ยงที่เราจะเจอก็คือ การที่ลัทธิชาตินิยมได้แรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ Income Gap ที่กว้าง และประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งหากประเทศใดก็ตามที่ได้ผู้นำที่มีแนวคิดเช่นเดียวกับลัทธินี้ เราก็จะเห็นแนวทางการดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงในเฟสต่อไปครับ

2.Lower Growth Lower Valuation

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงกว่าปกติ สาเหตุเป็นเพราะ การเติบโตของผลประกอบการบริษัทที่นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนั้นสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้นักลงทุนใส่ความคาดหวังกับกำไรในแต่ละไตรมาสมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนกลับมาด้วยค่า P/E Ratio ของหุ้นประเภท Growth Stock อย่างกรณีกลุ่มเทคโนโลยี ที่เพิ่มสูงขึ้นมาจนอยู่ในระดับที่เรียกว่าแพงกว่าในอดีต แต่ในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นนักลงทุนในตลาดปรับมุมมองต่อผลประกอบการในอนาคต โดยคาดว่าจะมีการชะลอตัวลง ดังนั้น การที่ราคาหุ้นเคยเทรดที่ P/E แพงๆ ก็เริ่มจะอยู่ไม่ได้ เพราะอัตราการเติบโต (Growth) อาจมีการปรับตัวลดลง ดังนั้น ปี 2019 น่าจะเป็นที่ Valuation ของตลาดหุ้น ปรับตัวลงมาเทรดในระดับที่ต่ำกว่าในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมานะครับ

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

3.Trade War in Difference Area

ปี 2018 เป็นปีที่สหรัฐฯ เริ่มต้นสงครามการค้าเพื่อความพยายามจะดึงเงินลงทุนกลับไปที่สหรัฐฯ และลดการขาดดุลการค้ากับนานาประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งผลอย่างที่เราเห็น ก็คือ คู่กรณีเบอร์ใหญ่อย่างจีน ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ แต่ปธน.ทรัมป์เอง ก็แลกมาด้วยการเสียฐานคะแนนเสียงในสภาคองเกรสลงไป โอกาสจึงสูงมากที่ปธน.ทรัมป์จะเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายจากการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศคู่ค้าตรงๆ ไปเป็นบังคับใช้กฎหมายย่อยกับเหล่าบริษัทข้ามชาติ อย่างกรณีการคุมตัว CFO ของบริษัทหัวเว่ย ด้วยข้อหาติดต่อการค้ากับประเทศอิหร่านทั้งๆ ที่สหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตรอยู่ ทั้งๆ ที่ 1 สัปดาห์ก่อนหน้า ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้น ผิง ได้หารือข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน เมื่อดูจากการกระทำดังกล่าว จึงอาจตีความได้ว่า สหรัฐฯ จะยังใช้มาตรการกดดันทางการค้าต่อไป แต่ในระดับที่แคบลง จำกัดวงและรายการสินค้ามากขึ้นครับ

4.Fed Change the Policy Stance

จากการประชุม 2 ครั้งล่าสุด คณะกรรมการเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) มีความเห็นที่เริ่มจะคนละทางมากขึ้น จากการที่ Fed Dot Plot ที่ออกมา มีกรอบของดอกเบี้ยนโยบายกว้างถึง 2.25% – 3.75% แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการบางท่านมีมุมมองว่า ขาขึ้นของดอกเบี้ยอาจสิ้นสุดลงในไม่ช้า ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งยังมองว่า ควรขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นต่างเช่นนี้ เฟดจึงเลือกใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารกับตลาดให้มากขึ้น ด้วยการจะออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อทุกครั้งหลังการประชุม จากเดิม จะมีการให้สัมภาษณ์เพียงแค่ 4 ใน 8 ครั้งในแต่ละปี ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพราะต้องการโยนหินถามทาง และดูผลตอบรับของนักลงทุน อีกส่วนก็มาจากการที่เฟดมีความพยายามจะสลัดตัวเองให้ออกจากกรอบการดำเนินนโยบายการเงินแบบเดิมๆ ที่จะพิจารณานโยบายดอกเบี้ยจากข้อมูลเศรษฐกิจโดยไม่สนว่าตลาดจะมีความเห็นอย่างไร ก็มาใส่ใจ Sentiment ของตลาดทุนมากขึ้น มุมหนึ่งก็เหมือนจะดี แต่อีกมุม สิ่งนี้ น่าจะยิ่งทำให้ปี 2019 ตลาดทุนมีความผันผวนมากขึ้นไปอีกนะครับ

จะเห็นว่า 4 เรื่องใหม่นี้ เป็นเรื่องที่เรายังไม่สามารถคาดการณ์ผลกระทบได้อย่างแน่นอน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า มันมีแต่ผลกระทบเชิงลบเท่านั้นนะครับ แต่ก็อาจจะเป็นผลบวกต่อการลงทุนในปี 2019 ก็เป็นไปได้

อย่าลืมว่า ในทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ โชคดีในการลงทุนครับ

ที่มาบทความ: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/646169

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ