Update: ปัจจุบันกองทุน LTF เปลี่ยนเป็นกองทุน SSF แล้ว โดย FINNOMENA กำลังจะเปิดให้บริการซื้อขายกองทุน SSF-RMF ภายในปี 2563 นี้ ระหว่างรอศึกษาข้อมูลการลดหย่อนภาษีอัปเดตล่าสุดก่อนได้ที่
https://finno.me/ssf-rmf-update

โค้งสุดท้ายปลายปี สิ่งที่มนุษย์ผู้เสียภาษีในประเทศไทยให้ความสนใจ ก็คือ ผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษี ซึ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ก็มี LTF & RMF 2 ตัว บางคนก็ใช้สิทธิ์ตลอด ส่วนบางคน อาจเริ่มคิด หรือ อยากทำความรู้จักแบบใกล้ชิด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุน มันคุ้มค่าที่สุด วันนี้ เลยอยากพาให้ทุกท่านย้อนกลับไปทบทวนตัวเองด้วยการตั้งคำถาม 5 คำถาม ให้ผู้อ่านได้หาคำตอบ ซึ่งถ้าได้คำตอบครบ ก็มั่นใจได้ว่า ท่านรู้จัก LTF & RMF ดีพอครับ

คำถามที่ 1 : รู้ไหม LTF และ RMF ตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร?

LTF นั้นแรกเริ่มจัดตั้งขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาดทุน โดยเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนเข้าลงทุนในตลาดหุ้น โดยใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจ

ขณะที่ กองทุนประเภท RMF จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์คือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือการลงทุนเพื่อเตรียมคามพร้อมด้านการออมหลังเกษียณสำหรับคนไทย โดยใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจ

เห็นไหมครับว่า เหตุผลที่แท้จริง ของกองทุนทั้ง 2 ประเภท ไม่ใช่เพื่อเป็นสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี แต่ใช้ประโยชน์ทางภาษีเป็นเหยื่อล่อ และเชิญชวนให้คนไทย รู้จักการออมและการลงทุนด้วยเครื่องมือที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาคือ เรามักเอาเรื่องประโยชน์ทางภาษีมาชูงเป็นธงหลัก โดยดูที่เงื่อนไขการลงทุนว่า LTF ระยะสั้นกว่า สามารถขายเมื่อครบกำหนดเงื่อนไขได้เร็วกว่า แล้วก็นำเงินลงทุนที่มีไปซื้อ LTF ทั้งก้อน ทั้งๆที่ความเสี่ยงอาจจะสูงกว่า RMF ก็เป็นไปได้ แล้วอาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตในระยะยาวของเราก็เป็นไปได้

ที่ต้องรู้ก็คือ เป้าหมายเงินออมหลังเกษียณนั้น ถือว่ามีความสำคัญมากๆนะครับ ลองคิดดู ตอนคุณเกษียณไปแล้ว ใครจะมาดูแลเรา? จะหวังพึ่งลูกหลานหรอ? หลายคนก็แต่งงานช้า และกว่าจะมีลูก หนุ่มสาวสมัยเราก็มีลูกช้ามากขึ้นไปอีก แถมรายจ่ายในการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนเดี๋ยวนี้ก็สูงไม่น้อย เลยมีได้แค่คนเดียว หรือสองคน … จะหวังพึ่งลูกหลานจริงๆหรือครับ? อย่าเลย เพราะฉะนั้น ผมมองว่า อย่าให้ความสำคัญกับ RMF น้อยเกินไปนะ

คำถามที่ 2 : รู้ไหม ตัวเองสามารถซื้อได้เท่าไหร่ (โดยไม่เกินสิทธิ์)?

สำหรับ LTF ยอดเงินลงทุนที่นำไปลดหย่อนในปีภาษีนั้นๆ สูงสุดต้องไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน และต้องไม่เกิน 500,000 บาท ลงทุนปีไหน ได้สิทธิ์ปีนั้น ไม่มีผูกพันว่าจะต้องลงทุนต่อเนื่อง

RMF แตกต่างนิดหน่อยคือ อดเงินลงทุนที่นำไปลดหย่อนในปีภาษีนั้นๆ สูงสุดต้องไม่เกิน 15% ของรายได้พึงประเมิน และต้องไม่เกิน 500,000 บาท เแต่ต้องอย่าลืมเอาไปรวมกับเงินที่เราสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือ กบข. และ ประกันชีวิตแบบบำนาญด้วย โดย

  1. ลงทุนต่อเนื่องทุกปี ซื้อ RMF ไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง และ
  2. ลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมินในแต่ละปี หรือขั้นต่ำ 5,000 บาท (แล้วแต่ว่าจำนวนไหนจะต่ำกว่า) และ
  3. ห้ามหยุดซื้อ RMF เกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน (ยกเว้นปีไหนที่ไม่มีเงินได้ก็ไม่ต้องลงทุนได้) และ
  4. จะต้องลงทุน + ถือหน่วยลงทุนจนผู้ลงทุนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ รวมถึง มีการลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (การนับ 5 ปีให้นับเฉพาะปีที่มีการซื้อ RMF เท่านั้นนะคับ หมายความว่า ปีไหนไม่ลงทุนจะไม่นับว่ามีอายุการลงทุนในปีนั้นๆ)

เมื่อรู้เงื่อนไขทั้ง LTF และ RMF แล้ว สำคัญนะครับ …. อย่าเพิ่งซื้อเต็มสิทธิ์!! เพราะ เรายังมีรายการหักลดหย่อนกรณีต่างๆ ไม่ว่า จะเป็น หักลดหย่อนผู้มีเงินได้ , หักลดหย่อนบุตร , เบี้ยประกันภัย ,  ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ฯลฯ

ไปดูก่อนครับ ว่าเราสามารถใช้สิทธิ์ค่าลดหย่อนตัวใดได้บ้าง เพราะ บางครั้ง แค่ลำพังสิทธิ์ค่าลดหย่อนรายการอื่นๆ หลายคนเลย ไม่จำเป็นต้องซื้อ LTF RMF แล้ว เพราะ ทำให้ฐานภาษีตัวเองลงมาต่ำ หรือถึงขั้นไม่ต้องจ่ายเลยก็มี

คำถามที่ 3 : รู้ไหม ตัวเองฐานภาษีอยู่ตรงไหน?

วิธีการดูฐานภาษีของตัวเองก็คือ ดูที่รายได้สุทธิหลักหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆครับ ว่าตกอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งฐานภาษีแต่ละขั้น ก็ตามที่ท่านสรรพากรประกาศไว้ตามรูปด้านล่าง

pit2559

รูปที่ 1 : อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แหล่งข้อมูล : กรมสรรพากร

คราวนี้ อยากที่เราทราบ (หรือถ้ายังไม่ทราบ ก็ทราบกันเสียตั้งแต่ตอนนี้) ก็คือ สำหรับเงื่อนไขการลดหย่อนโดยใช้ยอดเงินลงทุน LTF นั้น จากเดิม 5 ปีปฎิทิน แต่ประกาศใหม่ ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2559 นี้ เปลี่ยนเป็น 7 ปีปฏิทิน นั่นแปลว่า จากเดิม ใครชอบซื้อ LTF ปลายปี ก็จะมีระยะเวลาการถือครองแค่ 3 ปีนิดๆ จะเพิ่มเป็น 5 ปีนิดๆ คือ เพิ่มมา 2 ปีทีเดียว

สมมตินะครับ ว่าฐานภาษีผมอยู่ที่ 15% ถ้าผมซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีเต็มสิทธิ์ มันก็เหมือน ผมซื้อกองทุนรวมหุ้น ที่ราคามีส่วนลด (Discount) จากราคาปัจจุบันที่ผมซื้อต่ำกว่าราคาตลาด 15% เพราะได้เงินคืนภาษี

แต่เงินคืนภาษีนี้ ผมได้คืนแค่ปีเดียวนะ ยอดเงินที่ลงทุนใน LTF ต้องถือเพิ่มเป็น 5 ปี ซึ่งแปลว่า ผมซื้อได้ราคาส่วนลดจากราคาตลาด เท่ากับ 15% หาร 5 ปี คือ เท่ากับ 3% ต่อปีเท่านั้น

นั่นเลยเป็นเหตุผลว่า ทำไม คนที่มีฐานภาษีสูง การลงทุนใน LTF หรือ RMF จึงให้ความคุ้มค่ามากกว่า คนที่ฐานภาษีต่ำ

ซึ่งผมแนะนำนะครับ ถ้าใครที่ฐานภาษีต่ำกว่า 15% ลงมา และท่านหวังแต่ว่า อยากได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยไม่เข้าใจภาวะการลงทุนจริงๆ ผมขอแนะนำว่า คิดดีๆครับ ยกเว้นแต่ว่า รับความเสี่ยงได้ และมองมันคือเงินออมเงินลงทุนในระยะยาวจริงๆ

คำถามที่ 4 : รู้ไหม ถ้าทำผิดเงื่อนไข ต้องเจอกับอะไร?

การผิดเงื่อนไข แบ่งออกเป็น 4 กรณีครับ

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน
  1. ซื้อ LTF หรือ RMF เกินสิทธิ์ ที่ต้องรู้คือ ส่วนที่คุณซื้อเกินสิทธิ์ที่ซื้อได้ คุณนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้นะครับ คือ กลายเป็นเหมือนซื้อกองทุนรวมธรรมดาๆกองหนึ่งไปทันที และถ้า…
  2. ขาย LTF ก่อนกำหนด ละก็ อย่างแรกที่ต้องโดนเลยก็คือ ต้องไปทำเรื่องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้น อย่างที่สองคือ ถ้าทำเรื่องคืนภาษียิ่งช้า ก็จะต้องจ่ายเงินคืนเพิ่มในอัตรา 1.5%ต่อเดือน (ตรงนี้ขอขีดเส้นใต้ว่า จ่ายเพิ่ม 1.5%ต่อเดือน ไม่ใช่ต่อปี) ของจำนวนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้น โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีที่ยื่นภาษีจนถึงวันที่เรารู้ตัวว่าต้องทำเรื่องคืนภาษีนะครับ อย่างที่สาม กำไรที่ได้จากการขายคืนที่ยอดที่ผิดเงื่อนไข ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีในปีนั้นด้วย อย่างที่สี่ กองทุน LTF ของบาง บลจ. โหดเลยครับ ถ้าขายคืนผิดเงื่อนไข เขาจะเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนด้วย
  3. ผิดเงื่อนไข RMF ไม่ว่าจะ หยุดการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกันทั้งที่ยังมีเงินได้  หรือ ลงทุนด้วยจำนวนเงินไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือ ขายคืน RMF ก่อนที่เราจะครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือ ลงทุนยังไม่ครบ 5 ปีเต็ม อันนี้แบ่งเป็น 2 กรณี
    1. ลงทุนมายังไม่เกิน 5 ปี แล้วขาย ที่โดนคือ ต้องคืนภาษีทั้งหมดทุกปี ที่ได้รับยกเว้นมา และ กำไรที่ได้จากการขายคืนกรณีผิดเงื่อนไข ถือเป็นรายได้ในปีที่ขายคืนซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณภาษีด้วย
    2. ลงทุนมาเกิน 5 ปีแล้ว แล้วขาย ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้น 5 ปีย้อนหลัง และต้องจ่ายค่าปรับอีก 1.5% ต่อเดือน โดยคิดตั้งแต่เดือน เม.ย. ของปีที่ถัดจากปีที่ขายผิดเงื่อนไข และ กำไรที่ได้จากการขายคืน ก็ต้องถือเป็นรายได้ในปีที่ขายคืนซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณภาษีด้วย

คำถามที่ 5 : รู้ไหม ควรคาดหวังผลตอบแทนเท่าไหร่ในการลงทุน LTF RMF?

ที่ต้องถามคำถามนี้ ก็เพื่อที่ คุณจะได้คาดหวังผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น ไม่เว่อร์จนเกินไป

สำหรับ LTF นั้นลงทุนในหุ้นไทยล้วนๆ ครับ ผลตอบแทนของหุ้นไทย ย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 1999 ก็ตามนี้

Past Performance

รูปที่ 2 : ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทในไทย (นับตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2015)
แหล่งข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เฉลี่ยแล้ว ในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย ดัชนีให้ผลตอบแทน 11.13%ต่อปี นี่คือสิ่งที่นักลงทุนา่จะคาดหวังได้ ในกรณีที่ลงทุน LTF ผ่านกองทุนที่มีนโญบายลงทุนแบบ Passive Management Portfolio หรือ เน้นลงทุนแบบเชิงรับ วิ่งล้อตามดัชนีเป็นหลัก ถ้าใครจะไปลงทุนกับกองทุนที่มีนโยบายแบบเชิงรุก (Active Fund) ก็อาจจะคลาดเคลื่อนจากนี้ แล้วแต่ความสามารถของผู้จัดการกองทุน

แต่ที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถึงผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 11%ต่อปี แต่ลองกลับไปดูตารางด้านบนดีๆสิครับ มีปีไหนไหมที่ตลาดหุ้นไทยได้ผลตอบแทนเท่ากับ 11% จริงๆ?

ไม่มีใช่ไหม? นั่นละครับที่จะบอก … เราไม่ควรคาดหวังว่า ตลาดหุ้นมันจะบวกปีละ 11% ไปอีก 5 ปี เพราะตลาดหุ้นไม่ใช่เงินฝากธนาคารที่จะมาการันตีให้คุณได้ มันขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง สภาพเศรษฐกิจ ปัจจัยภายใน ภายนอกประเทศ กำไรบริษัทจดทะเบียน ความเก่งของผู้จัดการกองทุน ฯลฯ ดังนั้น ทำความเข้าใจกับตลาดหุ้นให้มากขึ้นนะครับ

สำหรับความคาดหวังผลตอบแทนจาก RMF ใครที่กะจะลงทุนแค่หุ้นไทย หรือ ตราสารหนี้ ก็สามารถใช้ตารางในรูปที่ 2 เป็นตัวประมาณการผลตอบแทนได้คร่าวๆเลยครับ

แต่เพราะ RMF มีนโยบายการลงทุนที่เปิดกว้างมากกว่า มีประเภทลงทุนในทองคำ ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือแม้กระทั่ง RMF ที่ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาฯ และ REITs ดังนั้น ใครลง RMF หลากหลายประเภท ผมแนะนำให้ใช้ตารางด้านล่างแทน

Asset Class Performance 2005-2015

รูปที่ 3 : ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภททั่วโลก (นับตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2015)
แหล่งข้อมูล : Bloomberg

จุดสังเกตของรูปที่ 2 ก็คือ ไม่มีสินทรัพย์ไหนที่สามารถให้ผลตอบแทนดีที่สุดไปตลอดทุกปีครับ สีของแต่ละประเภทสินทรัพย์มันเลยสลับกันไปมาทุกๆปี ดังนั้น ถ้าจะไปกระจายความเสี่ยงลงทุนที่อื่นด้วย ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของมันด้วยนะ

เอาละ ถ้าตอบตัวเองได้ 5 ข้อนี้แล้ว ผมเชื่อว่า คุณมีภูมิคุ้มกัน และความเข้าใจที่ดีขึ้นกับกองทุนลดหย่อนภาษีทั้ง 2 ประเภทแน่นอน

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน