สถิติบอกว่า... ในตลาดหุ้นขาลง ถึงจะเด้งขึ้นมา ก็มุ่งหน้าลงต่ออยู่ดี

ตลาดหุ้นโลกนับตั้งแต่ต้นปี 2019 จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า คลื่นลมจะสงบมากขึ้น เมฆหมอกเริ่มจางหายไปบ้าง หลังจากที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ในการเจรจาการค้ากับจีนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯสามารถสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่เป็นธรรม และได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยจีนได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะซื้อสินค้าจำนวนมากจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร, พลังงาน รวมทั้งสินค้าในภาคการผลิตและบริการอื่นๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ความเสี่ยงในอนาคต ก็ยังมี อย่างประเด็น Government Shutdown ที่ต้องติดตามหลังจาก Shutdown มาแล้วกว่า 22 วัน ส่งผลให้เป็นการ Shutdown ครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ จากการไม่ผ่านร่างกฏหมายงบประมาณชั่วคราว เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ร้องขอการอนุมัติงบประมาณสร้างกำแพงชายแดนเม็กซิโกในร่างกฏหมายครั้งนี้ด้วย ซึ่งหากภาวะดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลต่อการบริโภคของสหรัฐฯได้ จากการขาดรายได้ของพนักงานของรัฐ รวมถึง ยังไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน จะบรรลุข้อตกลง และยุติสงครามกันได้แบบเบ็ดเสร็จนะครับ

กลับไปดูข้อมูลทางสถิติในอดีตหน่อยดีกว่า การปรับฐานจากจุดสูงสุดรวดเดียวลงมาแตะระดับติดลบตั้งแต่ -20% ลงไปนั้น ในอดีตเกิดเหตุการณ์ใดต่อจากนั้นบ้าง

ย้อนกลับไปนับตั้งแต่ปี 1929 จนถึงปัจจุบัน มีช่วงที่ดัชนี S&P 500 ปรับฐานจากจุดสูงสุดรวดเดียวแตะระดับ -20% หรือที่เราเรียกกันว่า Bear Market Entry ทั้งหมด 12 ครั้ง นะครับ

ถ้าดูตามสถิติ ก็แปลว่า ทุกๆ 7 ปีกว่าๆ เราจะเจอแรงเทขายแรงๆในตลาดหุ้นซักครั้งนั้นเอง

Source : Bloomberg.com

จากข้อมูลในอดีต การปรับฐานทั้ง 12 ครั้งนั้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจตามนี้ครับ

1. การปรับฐานลบมากกว่า -20% ทุกครั้ง จะตามมาด้วยการรีบาวน์ทุกครั้งเช่นเดียวกัน โดยสามารถรีบาวน์ได้เฉลี่ย +9.63% โดยครั้งที่รีบาวน์ได้เบาสุดคือ เดือนต.ค. ปี 1929 รีบาวน์ได้เพียง 1% คือ หนึ่งวันหลังจากนั้น และครั้งที่รีบาวน์ยาวนานได้สุดก็คือ เดือนก.พ. ปี 2001 รีบาวน์ได้ +7.1% ในระยะเวลา 62 วัน

2. หลังการรีบาวน์เมื่อร่วงลงมาต่ำกว่า -20% พบว่า ทุกครั้งตลาดทำจุดต่ำสุดใหม่ทั้งหมด

3. จุดต่ำสุดของรอบตลาดหมี เฉลี่ยแล้วจะปรับฐานจากจุดสูงสุดอยู่ที่ -37%

4. ครั้งที่มีการปรับฐานรุนแรงมากกว่า -40% มีทั้งหมด 4 ครั้งจากทั้งหมด 12 ครั้ง คือ ปี 1929, ปี 1974, ปี 2001 และปี 2008

จากข้อมูลในอดีต ค่อนข้างชัดเจนว่า หากดัชนี S&P 500 ปรับฐานมากกว่า -20% แล้ว การรีบาวน์ในภาวะตลาดหมี มีโอกาสเกิดขึ้นหลังจากนั้น แต่ยังไงเสีย ตลาดจะยังมีแรงเทขายจนทำจุดต่ำสุดใหม่อยู่ดี

จุดต่ำสุดของตลาดหมี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ -37% จากจุดสูงสุด จากทั้งหมด 12 รอบนับตั้งแต่ปี 1929 ที่ผ่านมา

ถ้าเราเห็นข้อมูลนี้ และมีพอร์ตการลงทุนอยู่ เราก็ต้องวางกลยุทธ์แล้วครับว่าจะปรับพอร์ตรับมืออย่างไรดี ซึ่งคร่าวๆเราก็คงมีตัวเลือกอยู่ 3 ทาง 1) คือ ถือทนไป ยังไงซักวันหุ้นก็ต้องฟื้นคืนกลับมา 2) ขายตัดขาดทุนไปก่อน แล้วรอช้อนในจังหวะที่เหมาะสม และ 3) นำเงินลงทุนก้อนใหม่มาเฉลี่ยต้นทุน หรือ

ถ้านักลงทุนเลือกกลยุทธ์ข้อ 1) สิ่งที่ต้องคิดก็คือ สมมติ พอร์ตเราขาดทุนอยู่ 30% แล้วไม่ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุนเลย ขอถือไว้เฉยๆรอวันขึ้นมา เราต้องให้พอร์ตบวกขึ้นมาถึง 43% ถึงจะกลับมาที่ทุนของเรา และถ้าพอร์ตเราขาดทุนที่ระดับ 50% เราต้องให้พอร์ตบวกมากขึ้นไปอีกถึง 100% นะครับถึงจะกลับมาที่ทุน

ถ้านักลงทุนเลือกกลยุทธ์ข้อ 2) สิ่งที่ต้องคิดก็คือ แล้วเราจะซื้อได้ในราคาที่ดีกว่าเดิมหรือไม่ เรามีเวลามานั่งวิเคราะห์ จับจังหวะตลาดได้จริงหรือ นี่ก็เป็นความท้าทาย

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน

สุดท้ายถ้าเลือกกลยุทธ์ข้อ 3) แปลว่า เรายังต้องมีรายได้ในอนาคตต่อเนื่อง และต้องมั่นใจว่า เราไม่ได้กำลังถัวเฉลี่ยในตลาดขาลง และยิ่งทำให้ต้นทุนยิ่งจมลงไปอีก

สรุปคือ เลือกกลยุทธ์ไหนก็ได้ครับ แต่ทุกกลยุทธ์ก็มีมุมที่นักลงทุนต้องคิดเพิ่ม ไม่มีทางง่ายๆ ให้เราเดินหรอกครับในโลกที่เรียกว่าการลงทุน

มาดูสถานการณ์ปัจจุบันกันว่า ดัชนีตลาดหุ้นหลักๆ ของโลกปรับฐานจากจุดสูงสุดของปี 2018 แล้วเท่าไหร่กันบ้าง (ข้อมูลถึงวันที่ 11 ม.ค. 2019)

ดัชนี S&P500 ลงมาลึกถึง -19.78% ก่อนรีบาวน์หลังปีใหม่เหลือลบ – 11.41%

ดัชนี NASDAQ ปรับฐานแรงเช่นกันถึง -23.64% และมีเด้งเปิดปีใหม่เหลือลบ -14.04%

ดัชนี DAX ของเยอรมัน ลบไป -23.44% และมีรีบาวน์เช่นเดียวกับที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เหลือลบ -19.71%

มาฝั่งเอเชีย

ดัชนี Hang Seng ปรับฐานลึกถึง -25.42% หลังจากนั้นก็รีบาวน์เหลือลบ -20.36% ในตอนนี้

ดัชนี Nikkei 225 ญี่ปุ่นก็โดนด้วยเช่นกันลึก -21.07% และเด้งขึ้นมาหลังปีใหม่ เหลือลบ -16.11%

กลับมาดูที่หุ้นไทย SET Index ลงมา -15.41% และรีบาวน์หลังปีใหม่นิดหน่อย เหลือลบจากจุดสูงสุด -13.25%

สรุปคือ ปรับฐานทะลุ -20% ซึ่งแปลว่าเข้าตลาดหมีไปแล้วหลายตลาด และเรากำลังอยู่ในช่วงของการรีบาวน์ ซึ่งดูจากสถิติย้อนหลังที่ผมอธิบายในวันนี้แล้ว ผมแนะนำว่า เราต้องเตรียมกลยุทธ์ตั้งแต่วันนี้แล้วครับ ว่าจะเตรียมรับมือกับความเสี่ยงนี้อย่างไรดี

โดย Mr. Messenger

ที่มาบทความ: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/646362

เพิ่มเติม:: สำหรับใครที่กังวลภาวะตลาดหมี เรามีพอร์ตการลงทุน Immunity ซึ่งจะเปิดให้จองบริการจัดพอร์ตลงทุนครั้งแรก 14 – 25 มกราคม 2562 มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท “แสดงความจำนงค์ก่อนได้สิทธิ์ก่อน (First come, First Serve) โดยท่านนักลงทุนที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่ https://finno.me/port-immunity ซึ่งสามารถเปิดบัญชีลงทุนได้กว่า 600 กองทุนใน 14 บลจ. โดยไม่มีค่าบริการเพิ่มเติม จากนั้นภายใน 2 วันทำการสามารถติดต่อทีม Investmet Advisor ที่ 02-026-5100 หรือใช้ FINNOMENA Application ทาง iOS และ Android เพื่อเริ่มลงทุนได้เลย

nter logo

หากคุณคิดจะลงทุนเพิ่มในกองทุนรวม นี้คือสิ่งที่คุณไม่อยากพลาด! สมัครสมาชิกตอนนี้เพื่อรับโพยกองทุนเด็ดที่แนะนำ อัพเดททุกเดือนจาก FINNOMENA

กดที่นี่เพื่อรับโพยกองทุน