Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

Decentralization จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง! วงการการเงินกำลังจะถูกปฏิวัติ? แต่เหตุผลที่ว่าคืออะไร?

ในฐานะคนที่เชื่อว่านักลงทุนที่ดีต้องเข้าใจสิ่งที่ลงทุนอย่างถึงแก่น งานนี้ Mr. Serotonin จึงขออาสาเปิดสมอง เจาะลึก Terra และ LUNA แบบ Deep dive เจาะลึกให้ถึงแก่นในแบบฉบับแมวข้างบ้านก็เข้าใจได้ เพื่อนักลงทุนทุกคนรวมถึงตัวผมเอง

ซึ่งต้องบอกเลยว่าค่อนข้างว้าวมาก เพราะหลังศึกษาเบื้องต้นจริง มันอาจหมายถึงโลกอนาคตที่ใครก็ตามที่มีมันสมองสุดว้าว สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจหรือประเทศของตนเองขึ้นมาได้เลยทีเดียว (และต้องบอกว่าไม่กาวแน่นอน! มีเหตุผลรองรับ!!!)

ใครพร้อมเปิดสมองไปพร้อม กับ ผมก็เข้ามาอ่านบทความนี้ได้เลย ผมพยายามสรุปให้เข้าใจง่าย แต่เข้มข้นตามสไตล์ Mr. Serotonin แน่นอน!

ความผันผวนทางด้านราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกของคริปโตเคอเรนซี่ และกลายเป็นอุปสรรคของการนำสกุลเงินมาปรับใช้ 

เพราะหากเราคิดภาพง่าย ๆ คงไม่มีใครอยากใช้เงินที่จู่ วันนึงราคาเพิ่มเป็นสองเท่า และวันดีคืนดีอาจลดลงมาอีก 2 เท่ากันเป็นแน่ เงินอะไรถือทีเดิมพันเหมือนเข้าคาซิโน

ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็จะยิ่งสร้างอุปสรรคให้กับธุรกรรมที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ เช่น การผ่อนหรือแบ่งจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นงวด ๆ หลายเดือนหรืออาจจำหลายปี การจำนองบ้าน รวมไปถึงสัญญาค่าจ้างต่าง เพราะ คงไม่มีใครอยู่ดี ๆ เป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวใน 5 วัน หรือเจ้าหนี้ได้รับเงินน้อยลงกว่าตอนปล่อยกู้จากค่าเงินที่ผันผวนอย่างหนัก

Terra เป็นระบบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่ว่าในคริปโตเคอเรนซี ผ่านการควบคุม Demand Supply ของค่าเงิน ซึ่งการกระทำที่ว่าหากอธิบายให้เข้าใจง่าย คงคล้ายกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่หรือ Fixed rate ที่ไทยเราเองก็เคยใช้มาก่อนในการเข้ามาแก้ปัญหาความผันผวนของค่าเงิน

นอกจากนั้นอีกความคูลของระบบ Terra ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ Terra จะมีการใช้เงินจากคลัง (Treasury) ในการสนับสนุนอัดฉีดแอปพลิเคชั่นต่าง dApp หรือ Decentralized Application ที่มีคุณภาพ มีผลการดำเนินงานดีและได้การอนุมัติโดยผู้มีสิทธิโหวต 

ซึ่งหากอธิบายง่าย ก็คล้าย กับการที่เปิดให้คนมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ภาครัฐให้การสนับสนุน ตัวอย่างพวกนี้เห็นได้ง่าย อย่างเช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่มักจะได้ adder หรือราคาค่าไฟเพิ่มพิเศษจากรัฐในการพัฒนา

อ่านมาถึงตรงนี้พอจะคุ้น ๆ หรือเปล่าครับว่า Terra อาจจะมีทั้งระบบในแง่ของธนาคารกลางและมาตรการกระตุ้นของรัฐ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งถ้ามันสำเร็จคือมาได้ก็อาจหมายถึงการสร้างประเทศโดยอาจไม่ต้องพึ่งพาอำนาจจากใคร!

Terra มีค่าได้อย่างไร?

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

เบื้องต้นต้องเกริ่นก่อนว่าระบบ Terra จะนำตัวเองไปผูกหรือ Peg กับสกุลเงิน Fiat ต่าง (เงินดอลลาร์ เงินบาท) ที่เราใช้ในการทำธุรกรรมอยู่ทั่วไป ซึ่งการเอาไปผูกหรือ Peg กับค่าเงินใดค่าเงินนึงก็จะต้องผ่านการโหวตโดยผู้มีสิทธิก่อนและถ้าผู้มีสิทธิเห็นดีเห็นงามถึงจะเกิด TerraUSD TerraGBP ฯลฯ (นึกภาพตามง่าย ๆ ก็อารมณ์ EURUSD USDJPY)

อย่างไรก็ตาม TerraSDR จะเป็นสกุลเงินตัวหลักในการอ้างอิงของระบบเนื่องจากมีความผันผวนต่ำที่สุดจากการที่ SDR คือ ระบบที่มีการกระจายสัดส่วนในค่าเงินหลักของโลกหลายสกุลเงิน (แต่หลังจากนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็น TerraUST เพื่อความคุ้นเคยที่มากกว่า)

สกุลเงิน Terra ที่ผูกกับเงิน Fiat จะสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระกับตัวอื่น และวันใดวันหนึ่งหากค่าเงิน Fiat ของประเทศต่าง ๆ ยินยอมมา Pair กับ Terra มากเพียงพอ ถึงวันนั้น Terra ก็จะสามารถใช้นานการแลกเปลี่ยนค้าขายได้อย่างอิสระ

อะไรคือระบบเบื้องลึกเบื้องหลัง ที่ช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนของ Terra มีความเสถียรอยู่เสมอ

Terra จะมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแท้จริงที่เหมาะสมโดยผู้ที่มีสิทธิโหวต (Validators) หรือผู้ยืนยันธุรกรรมที่ได้รับการคัดเลือก โดยการโหวตคนที่โหวตได้ใกล้เคียงกับค่ากลางและอยู่ภายในกรอบที่ไม่เบี่ยงเบนกับเรตที่โหวตกลาง (1 sd) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเรตที่ไม่ต่างกันมากกับเรตที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเหมาะสมจะได้รับรางวัลตอบแทน 

ในขณะเดียวกันคนที่โหวตออกนอกกรอบดังกล่าวอาจได้รับการลงโทษผ่านการลดสิทธิ (เพื่อไม่ให้เกิดการปั่นเรตเผื่อเข้าผลประโยชน์ตนเอง) ซึ่งการโหวตจะถูกโหวตโดยทั้งผู้ใช้งานในระบบที่มีสัดส่วนหลักและนักขุดเพื่อสร้างสมดุลไม่ให้เกิดการโหวตที่เข้าผลประโยชน์ตนเองมากเกินไปหรือเข้าข่ายคอรัปชั่น

ขณะเดียวกันตามหลักเศรษฐศาสตร์ 101 การจะเพิ่มระดับราคาของค่าเงินก็ต้องใช้การดูด Supply เงินออก ซึ่งจะทำได้โดยการที่ระบบซื้อ Terra คืนออกจากระบบ (คล้ายการดูดเงินบาทผ่านการที่ธนาคารกลางเอาดอลลาร์ไปแลก) รวมถึงการเบิร์นหรือกำจัดเหรียญทิ้ง 

แล้วเงินที่ใช้มาแลกเปลี่ยนเพื่อดูดเงินออกจากระบบมาจากไหน? ก็คงต้องบอกว่ามาจาก นักขุด (Miners) ที่ทำหน้าที่ผลิตเหรียญออกมา (คล้าย ๆ กับคนพิมพ์เงินแบบ Fed ที่ต้องแบกความเจ็บปวด) และเช่นกันเมื่อขุดออกมาเรื่อย ๆ Supply ล้น มูลค่าเหรียญที่ขุดก็ต้องลดลงเรื่อย ๆ เช่นกัน 

ดังนั้นนักขุดจึงต้องรับบทพระเอกผู้ต้องรับชะตากรรมแบกรับความผันผวนของ Terra ไปโดยปริยาย 

แล้วมีเหตุผลอะไรที่นักขุดเหรียญจะต้องขุดทั้งที่ตนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย อีกทั้งยังเสียประโยชน์ด้วยซ้ำถือไปมีแต่ด้อยค่า ก็ต้องบอกว่าการเสียผลประโยชน์ในจุดนี้อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ๆ เพราะในทางกลับกันแล้วในระยะยาว Terra มีการออกแบบให้ระบบคำนวณการเติบโตของนักขุดเพื่อสร้างผลตอบแทน ซึ่งผ่านการทดสอบในกรณีที่เลวร้ายมาก ๆ มาแล้วว่ายังสร้างผลตอบแทนได้ ส่วนจะเป็นอย่างไร ผมขอเก็บไว้อธิบายทีหลังเพื่อความไหลลื่นในการอ่าน

Terra ควบคุมค่าเงินไม่ให้ผันผวนได้อย่างไร?

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

จะเอา Terra ต้องทำยังไง? ต้องวาง Luna!

การจะขุด Terra ได้นั้น นักขุดจะต้องนำเหรียญอันโด่งดังในช่วงที่ผ่านมาอย่างเหรียญ LUNA มาวางไว้ (Stake) ก่อนถึงจะทำการขุดได้

โดยระบบจะมีการแต่งตั้งผู้ผลิตบล็อก (Block producer) หรือคนสร้างบล็อกเก็บข้อมูลที่เป็นตัวบันทึกหลักฐานการทำธุรกรรมใน Blockchain จากนักขุดส่วนหนึ่ง โดยคนที่มีสิทธิ์ที่จะเป็นผู้ผลิตบล็อกจะต้องเป็นผู้เอา Luna มาวางในสัดส่วนน้ำหนักที่มาก หรือพูดง่าย คือผู้มีพระคุณที่มอบสภาพคล่อง (Supply) ซึ่งใช้การรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนของ Terra ให้มีความเสถียรก็จะเป็นผู้ที่มีสิทธินั่นเอง ดังนั้น Luna จึงเปรียบเสมือนทุนสำรองไปโดยปริยาย 

Luna จะถูกนำมาใช้เปรียบเสมือนเหรียญสำรองฉุกเฉินในการปกป้องความผันผวนทางด้านราคาของ Terra โดย Luna จะถูกนำมาใช้สำหรับแลกเปลี่ยนกับ Terra ยามที่อัตราแลกเปลี่ยนไม่ตรงกับเรตเป้าหมาย เพื่อสร้างสมดุลให้กับราคาของ Terra เช่น ถ้าราคา TerraUST ต่ำกว่า 1 ระบบจะดูดเอา TerraUST จากผู้ถือเหรียญและนักเก็งกำไร (ดูดเงินออกจากระบบเพื่อลด Supply) เพื่อดันราคาขึ้นให้กลับไปสู่สมดุล ผ่านการแลกเปลี่ยน TerraUST กับ LUNA 

ตัวอย่าง

หากมีคนสนใจต้องการซื้อเงิน TerraUST 1 หน่วยระบบจะทำการขุด Luna เพิ่มเพื่อเอามาแลกเปลี่ยนกัน 

หากมีคนสนใจจะขาย TerraUST 1 หน่วย (ไม่อยากถือแล้ว) ระบบก็จะเอา Luna ไปแลกกับคนที่ขาย

หรือเราอาจจะจินตนาการง่าย ได้ว่า Luna อาจจะคล้าย ดอลลาร์ซึ่งมีหน้าที่เป็นเหรียญ Reserve ที่ใช้ในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนก็ว่าได้ ซึ่งถ้าในกรณีที่ระดับอัตราแลกเปลี่ยน TerraUST สูงกว่าระดับที่ตั้งใจไว้ก็จะเกิดกระบวนการคล้ายกันในทางตรงกันข้าม

ระบบข้างต้นจะช่วยเลี้ยงระดับอัตราแลกเปลี่ยนของ Terra ให้มีความใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

ดังนั้นสรุปง่าย Supply ของ Luna จะมีแต่งอกขึ้นเรื่อย จนมูลค่าอาจลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะต้องขุดออกมาเรื่อย ๆ เพื่อรักษา Terra 

Luna จึงเปรียบเสมือนพระเอกที่เสียสละตนเองในการปกป้องระดับอัตราแลกเปลี่ยนของ Terra ให้มีความเสถียรอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอาจทำให้นักขุดที่เอาเหรียญ Luna มาวางไว้ได้รับผลกระทบได้

แบบนี้ Luna ที่ถูกขุดเรื่อย ๆ ก็มีแต่เสื่อมเอา ๆ สิ ใครจะมาอยากขุดให้ แต่ไม่ต้องกลัวคำตอบของคำถามที่ว่าอยู่ในส่วนถัดไป!

Luna กับการสร้างผลตอบแทนให้นักขุดที่ยอมทนเจ็บแบบพระเอกในระยะสั้นเพื่อความมั่งคั่งในระยะยาว

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้าว่าคนขุดเหรียญจะต้องทำหน้าที่ผู้เสียสละยอมเสียผลประโยชน์ทนถือ Luna ที่มีแต่ล้นเอ่อขึ้นทุกวันเพื่อช่วยให้ ระบบของ Terra ก้าวต่อไปได้ ดังนั้น ผลตอบแทนของนักขุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักขุดขุดต่อไปเรื่อย ๆ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบ Terra ระบบจึงได้มีการออกแบบการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ขุดได้ประโยชน์ในระยะยาว ดังนี้

  1. นักขุดจะได้ค่าธรรมเนียมธุรกรรมในกรณีที่สกุลเงิน Terra ถูกนำไปใช้ซื้อขายหรือจับจ่ายใช้สอยในอัตราที่ 0.1%-1.00% ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์กับทั้งผู้ทำธุรกรรมและนักขุดเพราะ คนทำธุรกรรมก็ได้ทำธุรกรรมในอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกมาก ๆ ในขณะที่นักขุดก็ได้ผลตอบแทนจากค่าธรรมเนียม
  2. Seigniorage (Luna burn) หรือการเบิร์น Luna สิ่งนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ Demand ของ Terra เพิ่มขึ้นจนส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนขยับตามและสูงกว่าเรตที่ตั้งใจไว้ ระบบจะทำการขุด Terra เพื่อเอามาแลกกับ Luna  (คล้าย ๆ กับเวลาที่ Fed พิมพ์ดอลลาร์มาซื้อพันธบัตรแต่เป็นการขุด Terra มาซื้อ Luna แทน) ซึ่งถ้าต้นทุนในการพิมพ์แบงค์ดอลต่ำกว่าราคาพันธบัตร Fed ก็จะได้กำไรแล้วเอากำไรดังกล่าวไปเก็บเข้าเป็นเงินคลังสำหรับใช้จ่ายต่อไป จากนั้นระบบก็จะทำการเบิร์นเหรียญ Luna บางส่วนทิ้งเพื่อรักษามูลค่าของ Luna ด้วยเช่นกัน

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงสมการผลตอบแทนของผู้ขุดเหรียญ ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

แต่ปัญหาก็คือหากฝั่งต้นทุนในการขุดเกิดสูงกว่าแรงจูงใจในการขุดเหรียญก็อาจจะหายไป เพราะขุดแล้วขาดทุน ซึ่ง P(t) หรือผลตอบแทนจากการขุดมีแนวโน้มจะเกิดความไม่แน่นอนจากปัจจัย 2 ส่วนนี้

  1. ความไม่แน่นอนด้านค่าธรรมเนียมที่อาจลดหลั่นลงไปในช่วงเศรษฐกิจขาลงจากการที่คนไม่ทำธุรกรรมหรือทำธุรกรรมลดลงใน DaPP จึงอาจส่งผลให้ผลตอบแทนนักขุดลดลงไปด้วย 
  2. ความไม่แน่นอนด้าน Supply ของ Luna ที่คนขุดอาจจะไม่ขุดในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี จนอาจส่งผลให้อัตราการเบิร์น Luna ลดลงตามไปด้วย อีกทั้งคนอาจจะขอเอา Terra ไปแลกคืนเป็นเงิน Fiat ทั่ว ๆ ไปแทน

ดังนั้นเราอาจสรุปได้ว่าผลตอบแทนจากการขุด (Mining rewards) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจส่งผลต่อความตึงตัวทางด้านสภาพคล่องของระบบเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเพราะระบบ Protocal ของ Terra ออกแบบมาเพื่อพยายามรักษาผลตอบแทนให้คงที่ผ่านการกระทำดังนี้

ควบคุมค่า Fee และลดการเบิร์น Luna ซึ่งเปรียบเสมือปัจจัยด้านผลตอบแทนของนักขุดดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หาก Reward สูงเกินไปเพื่อสร้างสมดุล 

เพิ่มค่า Fee และการเบิร์น Luna ซึ่งเปรียบเสมือนปัจจัยด้านผลตอบแทนของนักขุดดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้า หาก Reward ลดลง ซึ่งการทำสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในทุก สัปดาห์

เท่านั้นยังไม่พอนอกจากการปรับสมดุลผลตอบแทนของนักขุดให้คงที่และเสถียร ระบบ Terra ยังใส่ปัจจัยการเติบโต (Growth) ให้กับนักขุดในระยะยาวด้วย ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการปิดประตูความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่มีการใส่อัตราการเติบโต (g) เข้าไปตอบแทนนักขุดในระยะยาวด้วย ซึ่งอัตราของการเติบโต (g) ก็จะขึ้นอยู่กับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ โดย Terra จะมีพวก Application ในโครงข่ายที่เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้กับระบบต่อไป

กระบวนการดังกล่าวข้างต้นจะทุกทำอย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีการปรับสมดุลทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อให้ในระยะยาวนั้นนักขุดซึ่งเป็นหัวใจของสภาพคล่องในระบบมีแรงจูงใจ Incentive ในการตั้งหน้าตั้งตาขุดต่อไป!

ดังนั้นเราอาจจะสรุปได้ว่านักขุดเหรียญ Terra จะได้ทั้ง Growth หย่อม และได้ผลตอบแทนที่คงที่ผ่านการปิดประตูความเสี่ยงไปด้วย 

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงสมการผลตอบแทนของผู้ขุดเหรียญ ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ดังนั้นจากสมการข้างต้นจะเท่ากับถ้า reward ลดลงครึ่งนึง (Rt) ระบบจะทำการปรับค่าธรรมเนียม (ft) เป็น 2 เท่าเพื่อสร้างสมดุลอัตโนมัติ รวมถึงใส่การเติบโต (g) เข้ามาเพื่อให้เกิดผลตอบแทนในระยะยาวด้วย

*ft+1 = ค่าธรรมเนียม ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง

 bt = อัตราการเบิร์นเหรียญของ Luna

 g = อัตราการเติบโต

 Rt = ผลตอบแทนจากการขุด

ระบบให้ผลตอบแทนนักขุดของ Terra ขายฝันจริงหรือ?

คำถามในหัวสำหรับบางคนต่อไปก็อาจจะเป็น แบบนี้จะไว้ใจได้ยังไงว่าระบบที่เค้านำเสนอจะจัดการได้จริงเวลาเกิดวิกฤตจริง ก็พังหรือเปล่า มีโช่งโหว่ด้านการ coding หรือเปล่า

ซึ่งสารภาพจากใจจริงผมก็ไม่ได้รู้เรื่อง Coding…. แต่ ๆๆ ผลของการทำ stress test ย้อนหลัง 10 ปี แบบเคสโคตร Extreme ก็แสดงผลที่ได้แบบน่าประทับใจดังนี้!!!

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงการลดลงของการทำธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ Terra ในช่วงเกิดภาวะถดถอย ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงการปรับสมดุลอัตราแลกเปลี่ยนของระบบเศรษฐกิจ Terra ผ่านการเบิร์นเหรียญ Luna และการปรับลดค่าธรรมเนียมในช่วงเกิดภาวะถดถอย ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงผลตอบแทนของนักขุดเหรียญ Terra ในช่วงเกิดภาวะถดถอย ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ความคูลก็คือเค้าได้มีการกำ stress test ระบบดังกล่าว ซึ่งผลที่ได้จากการทดสอบย้อนหลัง 10 ปี ก็คือ ผลตอบแทนนักขุดเติบโตเติบโตได้ค่อนข้างเสถียรเลยทีเดียว

นอกจากนั้นการทำ Stress test ดังกล่าวถือว่าค่อนข้างโหด extreme เพราะ assume ว่าการเติบโตเกิดการถดถอยถึง 93% มายังจุดต่ำสุดในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น  (จินตนาการเป็นเคสแบบเจอสงคราม GDP การเติบดตหดฮวบ) ซึ่งระบบก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้และสร้างผลตอบแทนให้กับนักขุดต่อไป

Terra อาจหมายถึงการปฏิวัติด้านการสร้างระบบเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

จากที่กล่าวไว้ก่อนหน้าว่า Terra มีการเบิร์น Luna เพื่อรักษาสมดุลของผลตอบแทนผู้ขุด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวหากเกิดส่วนต่างระหว่างต้นทุนและราคา เงินที่ได้จะถูกเก็บเข้าไปสำรองในคลังซึ่งเงินสำรองในคลังจะถูกนำมาบริหารเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า Decentralized application (dApp) หรือแอปพลิเคชั่นด้านการเงินต่าง ๆ ที่จะถูกนำมาเข้าระบบ Terra และทำให้ระบบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกแอปพลิเคชันที่ต้องการเข้ามาอยู่ในระบบ Terra จะต้องสร้างผ่านรากฐานของระบบตัวนี้

dApp ที่สามารถเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจของ Terra นั้นจะต้องถูกอนุมัติโดยผู้อนุมัติโดยผู้มีพระคุณต่อระบบอย่างผู้ถือครอง LUNA  (LUNA Validators) หรือว่าง่าย ๆ ก็คือนักขุด Terra โดยผลการโหวตจะต้องมากกว่า 1 ใน 3 เสียง จากเสียงทั้งหมด ธุรกิจหรือแอปฯ ดังกล่าวถึงได้รับเงินสนับสนุนรวมถึงสามารถเข้ามาอยู่ในระบบของ Terra ได้

ซึ่งสิ่งนี้หากเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คงจะคล้าย กับการกระตุ้นทางการคลังที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างให้ระบบเศรษฐกิจของ Terra เติบโต ซึ่ง dApps ที่มีเข้าตากรรมการหรือมีผลการดำเนินการ (Track record) แข็งแกร่งต่อเนื่องก็จะได้เงินสนับสนุนในส่วนนี้มากขึ้นไปอีกคล้าย Incentive สำหรับผู้ขับเคลื่อนการเติบโตหลัก (อารมณ์คัดบริษัท IPO เข้าประเทศ)

Dencentralized app (dApps) ที่ได้รับการอนุมัติจะต้องทำการเปิดบัญชีกับทางการคลังและต้องผ่านการโหวตโดยผู้มีสิทธิโหวต (ผู้มีพระคุณที่กล่าวไว้ก่อนหน้า) โดยผู้มีสิทธิโหวตนอกจากจะเป็นผู้กำหนดนอกจากจะเป็นคนกำหนดผู้ถูกเลือกแล้วก็ยังมีสิทธิกำหนดสัดส่วนเงินที่สนับสนุนแต่ละแอปด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีสิทธิโหวตเลือก daPP ที่ไม่ได้คุณภาพเข้าแบลคลิสต์ด้วยเช่นกัน โดย dApp ที่ติดแบล็คลิสต์จะเข้าไปยังบัญชีที่เปิดกับการคลังไม่ได้อีกต่อไป

โดยไอเดียดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อการมอบเงินกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของแอปในเศรษฐกิจ Terra โดยตรง (นึกภาพง่าย เป็นมาตรการกระตุ้นด้านโครงสร้างพื้นฐานอะไรประมาณนั้น) ซึ่งแอปพลิเคชั่นที่ทำผลงานได้โดดเด่นมี track record ดีจะได้รับเงินสนับสนุนดังกล่าวเพิ่มเติมในการพัฒนาอีกด้วยในฐานะคนใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า (คล้าย ๆ กับการให้ Super stock ลงทุนหนึ่งหน่วยได้ผลตอบแทนหลายหน่วย หรือ ROI ดี)

โดยสูตรการคำนวณของ Protocal ที่ใช้ในการมอบเงินสนับสนุนก็จะมีหน้าตาประมาณนี้

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงสูตรการคำนวณเงินสนับสนุนทางการคลังที่แต่ละแอปพลิเคชันจะได้รับ ที่มา: เปเปอร์ Terra and Money: Stability and Adoption ข้อมูล ณ เดือน เมษายน 2019

ตัว TVt จะเป็นยอดการทำธุรกิจกรรมของแอปนั้น (Transaction volume) ที่ใช้สำหรับวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งตีความง่าย ก็เหมือนเวลาเราดูพวกธุรกิจประเภท Credit card ที่เอายอดการทำธุรกรรมมาวัดการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งถ้ายอดนี้เติบโตต่อเนื่องก็อาจหมายถึงจำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้น และรายได้ที่มากขึ้นของแอปตามยอดธุรกรรมตามไปด้วยนั่นเอง 

ในขณะที่ Ft จะเป็นตัวแทนถึงจำนวนเงินจากคลังที่ได้รับ ซึ่งหลังเข้าสูตรคำนวณทั้งหมดค่าที่ได้ก็จะออกมาเป็น wt หรือสัดส่วนน้ำหนักเงินจากคลังที่แอปนั้น ควรจะได้รับ

*แสดงถึงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของตัวแปรนั้น เช่น TVt* หมายถึง ยอดการทำธุรกรรมเฉลี่ยเพื่อเทียบกับยอดก่อนหน้าเพื่อที่จะได้รู้ว่ามันเติบโตขึ้นจริง อีกทั้งยังมีการเสริมคมด้วยการนำ F หรือเงินคลังมาเทียบค่าเฉลี่ยย้อนหลังด้วย เพื่อที่สุดท้ายตอนคำนวณออกมาเรียบร้อยดีแล้วจะได้รู้ว่าเงินทุก บาทหรือทุกดอลลาร์ที่ลงทุน ได้ผลตอบแทนเป็นเท่าไร (ออกแนวคล้าย ROI) ซึ่งถ้าสัดส่วนตอนสุดท้ายออกมาแล้วสูงแสดงว่าแอปนั้น เนี่ย เอาเงินที่ได้ไปลงทุนอย่างคุ้มค่าแล้วเกิดเป็นผลตอบแทนให้กับระบบเศรษฐกิจของ Terra อย่างยิ่งยวด

ส่วนตัว l เปนตัวที่ใช้วัดว่าแอปนั้น มีความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจ Terra อย่างไร (อาจจะคล้าย พวกหุ้นใหญ่ ในตลาดที่เปรียบเสมือนตัวขับเคลื่อน GDP หลักของประเทศ

ซึ่งการกระทำผ่านสูตรคำนวณที่ว่าก็มีข้อดี เพราะ เราไม่ต้องให้คน ผู้มีอำนาจ บางคนที่อาจจะเป็นคนไม่ดีไม่โปร่งใสไม่มีอำนาจมาตัดสินใจ ปฏิวัติวงการการเมืองกันไปเลย ใช้สูตรคำนวณระบบอัตโนมัติไม่มี อคติ คดโกงแน่นอน!!!!

ดังนั้นใครเป็นสาย activist อย่าลืมแชร์ไปให้เพื่อน คุณอ่าน เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างโลกใบใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและเป็นการคานอำนาจผู้เป็นใหญ่บางคนที่อาจเป็นคนไม่ดี!

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

สรุปโดยรวม

ระบบ Terra ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการปฏิวัติวงการระบบ Central Bank ดั้งเดิมให้มีเสถียรภาพมากขึ้นและโปร่งใสมากขึ้น อีกทั้ง Terra ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยกมาตรการทางการเงินและการคลังที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองหลักในการควบคุมระบบเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ธุรกิจแอปพลิเคชันทางการเงินต่าง ๆ มากมายมีทางเลือกมากขึ้นในการหาแหล่งเงินทุนและเติบโตต่อไป จบปัญหา Delist ความขาดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดดังเช่นทุกวันนี้ 

ผมเชื่อว่าระบบของ Terra เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการปฏิวัติวงการต่าง อีกหลายวงการค่อนข้างแน่นอน 

และถ้าหากวันนึงการ Dencentralize ทำได้จริง มันอาจหมายถึงการ Disrupt จริง ก็เป็นได้ 

เราอาจสามารถยกประเทศมาอยู่ในระบบ Blockchain…

เราอาจลดปัญหาคอรัปชั่นได้จริง…

หรือยิ่งกว่านั้นเราอาจจะสร้างประเทศหรือระบบเศรษฐกิจอีกได้เอง…

และถ้าหากทำได้มันอาจหมายถึงการ Disrupt จริง ก็เป็นได้…

หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้กันอย่างเต็มที่นะครับ หากผมผิดพลาดตรงไหนสามารถถกเถียงติชมแบบ Constructive เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นได้เต็มที่เลย

บทความนี้มีข้อเสียไหม? คงต้องตอบว่ามีครับ ส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้มาทางสาย Deep tech หรือแบรคกราวน์การศึกษามาจากพื้นเพดังกล่าว เพราะฉะนั้นเรื่องการ Coding เรื่องระบบว่าขายฝันหรือเปล่า Smooth จริงอย่างที่ทดสอบหรือเปล่าคนอ่านสามารถตั้งคำถามได้เต็มที่เลยครับ

สุดท้ายนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์และถ้าผิดพลาดยังไงขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

Mr. Serotonin

ความเสี่ยงของ Terra

ในส่วนสุดท้ายผมของพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของ Terra ที่ผมพอจะนึกได้หลังจากได้อ่านมา

1. Terra ยังมีส่วนที่ใช้คนกลางอยู่ดี

การที่การอนุมัติแอปฯ ที่มีศักยภาพผู้ควรค่าแก่การอัดฉีด รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมยังถูกกำหนดโดยมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกล้ำยากอย่างถึง ดังนั้นหากเกิดการเตี๊ยมกันเป็นขบวนการก็อาจก่อให้เกิดการ Corrption ได้อยู่ดี

2. ระบบของค่าเงินย่อมมีวัฏจักรตั้งอยู่ดับไป

ส่วนตัวผมมองว่า Terra มีความคล้ายคลึงกับเฟส Claims on Hard Money ซึ่งคนถือ Terra ถูก Back มูลค่าโดยสกุลเงิน Fiat และสามารถสลับแลกเปลี่ยนไปมากับสกุลเงินในชีวิตประจำวัน (Fiat) รวมไปจนถึงอาจถูกค้ำยันโดย Luna ด้วย ดังนั้น ความเสี่ยงทางด้าน Supply ของ Luna ที่มีอยู่อาจเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองต่อไป เพราะ หากไม่เพียงพอ Terra อาจจำเป็นต้องทิ้ง Luna ในวันที่คนใช้มากเพียงพอ และเข้าสู่ยุค QE ได้ ในเฟส 3 ซึ่งเป็น Fiat Money

Terra LUNA เจาะลึกแบบถึงแก่นถึงเมล็ด! Deep Dive จัดเต็ม ฉบับแมวข้างบ้านที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็เข้าใจได้!

ภาพแสดงวัฏจักรของเงิน ที่มา: newsletter.banklesshq.com วันที่: 27 เมษายน 2020

3. ผู้คนเกิดความสงสัยใน LUNA

อีกหนึ่งความเสี่ยงสุดท้ายที่ผมพอจะนึกได้ก็คือจู่ ๆ คนเกิดเลิกเชื่อมั่นใน LUNA และเลิกขุดกันไปซะอย่างนั้น ซึ่งสิ่งที่ว่าอาจส่งผลต่อระบบ Terra โดยตรง

หากสนใจเปิดบัญชีคริปโต Zipmex ผ่าน FINNOMENA ดูรายละเอียดได้ที่
👉 https://finno.me/zipmex-sign-up

References

https://assets.website-files.com/611153e7af981472d8da199c/618b02d13e938ae1f8ad1e45_Terra_White_paper.pdf

https://newsletter.banklesshq.com/p/maybe-im-a-maximalist-market-monday-02d?s=r

คู่มือเลือกกองทุน SSF RMF อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ผู้เขียน