สร้างพอร์ตเงินล้านด้วยหุ้นเติบโต “มองหาหุ้นเปลี่ยนชีวิต โตสิบเท่าในสิบปี”

การลงทุนหุ้นถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตทางการเงินสำหรับผมแล้ว “หุ้นเติบโต” หรือหุ้นโตเร็ว คือคำตอบเสมอมา … และหากต้องการพลิกชีวิตแบบเห็นหน้าเห็นหลัง ก็ควรลงทุนแบบมองหาหุ้นเปลี่ยนชีวิต และลงทุนยาว ๆ เอาแบบ “สิบเท่าในสิบปี”

ผมเชื่อมั่นในแนวทางหุ้นเปลี่ยนชีวิต แบบโตสิบเท่าในสิบปี และดำเนินตามารอยทางนี้มาตลอด จนมาวันหนึ่งผมได้พบกับหุ้นเปลี่ยนชีวิตตัวหนึ่งเมื่อราว 4 ปีก่อน หุ้นตัวนั้นก็คือ BEM ซึ่งผมเองแม้จะทำกำไรไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังถือตัวนี้เอาไว้บางส่วนรอวันเติบใหญ่ ภาพใหญ่ที่มองเอาไว้ยังไม่เกิดขึ้น ณ.ตอนนี้

หลังจากนั้นผมเองก็เข้า ๆ ออก ๆ หุ้นหลายตัวแต่ไม่จริงจังซักตัว จนผมกลับมาทบทวนว่า ผมควรมองหาหุ้นเปลี่ยนชีวิตตัวที่สอง และสิ่งนั้นมันมาจากพื้นฐานดังต่อไปนี้

ประการแรก “นักลงทุนระยะยาวควรมีความคิดที่เป็นเอกเทศ”

ในความรู้สึกของผม ความคิดของนักลงทุนระยะยาวควรมีความเป็นตัวของตัวเองสูง และไม่ควรตามใคร ยกตัวอย่างเช่น หากเราเห็น อาจารย์นิเวศน์ เหมวิชรวรากร เซียนนักลงทุนหุ้นคุณค่าลงทุนตีแตกเปลี่ยนชีวิตคิดใหม่กับ CPALL เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว และเราไปทำตาม นั่นคล้าย ๆ กับว่าเราไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง และอาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีนัก เปรียบเหมือนเรา “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” นั่นเอง

จากแนวคิดข้างต้น ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า การเป็นนักลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโตแบบ “โตสิบเท่าในสิบปี” นั้น เราต้องมีความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง ต้องมองเห็นหุ้นที่คนอื่นยังไม่เห็น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหุ้นเปลี่ยนชีวิตตัวที่สองของผม

ประการที่สอง “เราต้องมองหาหุ้นตั้งแต่มันยังเป็นต้นกล้าเล็ก ๆ”

สำหรับหุ้นที่จะมาพลิกชีวิตของเรา ควรเป็นหุ้นที่ยังไม่ใช่หุ้นมหาชน หมายความว่า เป็นหุ้นที่คนยังไม่ค่อยจะรู้จัก ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ แต่มีดีเอ็นเอภายในองค์กรที่ยิ่งใหญ่ และมีความสามารถพัฒนาธุรกิจ กิจการให้เติบโต เติบใหญ่ได้ในอนาคต โดยเราวางเป้าไว้ 5-10 ปี เพื่อให้เห็นภาพกว้าง

จากนั้นเราก็ต้องเฟ้นหาหุ้นที่มีแววเติบโต แต่ยังเป็นต้นกล้าเล็ก ๆ โดยพิจารณาจากภาพใหญ่ว่ากิจการนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตหรือไม่ และตัวมันเองมีความสามารถในการแข่งขันสูงมากน้อยแค่ไหน

ยกตัวอย่างเช่น หุ้น BEM ผมคิดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนมาใช้รถไฟฟ้าในระบบเกิน 1 ล้านคนต่อวัน จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของหุ้นกลุ่มรถไฟฟ้า และจะทำให้การเติบโตนั้นรวดเร็วมาก เปรียบเหมือนกับมันได้ “อัดพลังงาน” เอาไว้ สะสมเอาไว้ รอวันระเบิดออกมา แต่หุ้นตัวนี้มีจุดสลบตรงที่การต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงทุน

ประการที่สาม “หุ้นเปลี่ยนชีวิต เราต้องมีในปริมาณที่มากพอที่จะพลิกชีวิตของเราได้”

ประการที่สามก็คือ หุ้นที่จะเปลี่ยนชีวิต เราต้องมีในปริมาณที่มากพอที่จะพลิกชีวิตของเราได้ หากเราเจอหุ้นเปลี่ยนชีวิตที่เราสามารถ “ทนถือ” มันไปได้นาน ๆ แต่มีจำนวนน้อยเกินไป มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเราเลยเช่นกัน

อย่างหุ้นรถไฟฟ้าผมเองพยายามสะสมให้ได้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถทางการเงินของตัวเองจะทำได้ในขณะนั้น ในความคิดของผม ถ้าหุ้นราคาหลักเดียว เราควรเก็บให้ได้ซักหลักแสนหุ้น ถ้าหุ้นราคาสองหลักควรเก็บให้ได้หลักหมื่นหุ้น สำหรับคนงบน้อย ก็เก็บเท่าที่เราทำได้ก็พอครับ อย่าเร่งความสำเร็จเพราะมันจะทำให้เราเครียดไปเปล่า ๆ และเพิ่มความเสี่ยงหากมันผิดพลาดโดยไม่จำเป็น

เมื่อเก็บหุ้นได้ตามปริมาณที่คิดว่ามากพอแล้ว เป้าหมายของเราก็คือ ต้องถือจนกว่ามันจะเห็นเดือนเห็นตะวัน โดยผมขอย้ำว่า เราต้องเลือกหุ้นถูกต้องเหมาะสมจริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ไปเลือกหุ้นปั่นไม่มีพื้นฐาน แล้วหวังจะเปลี่ยนชีวิต อันนั้นอาจได้กลับด้านกัน คือ เปลี่ยนชีวิตให้แย่ลง

ข้อคิดสำหรับตอนนี้ก็คือ … การลงทุนหุ้นแท้จริงมันไม่ได้ยากอย่างที่ใครหลายคนคิด แต่มันก็ไม่ได้ง่าย สิ่งที่ยากก็คือ “ความอดทนรอคอยความสำเร็จให้เป็น” แต่ก่อนที่เราจะอดทนกับอะไร เราก็ต้องศึกษาหาความรู้ในสิ่งเหล่านั้นให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เมื่อเราลงทุนหุ้นถูกตัว และอดทนกับมันได้ ความสำเร็จที่ซ่อนตัวอยู่ก็จะเผยออกมาให้เราได้ชื่นใจในที่สุดครับ … ลองมองหาหุ้นเปลี่ยนชีวิตของคุณเองนะครับ

#นายแว่นลงทุน