การลงทุนนั้นมีหลากหลายรูปแบบ หากเราเก่งธุรกิจ และสามารถทำธุรกิจได้ผลตอบแทนกว่า 20% ต่อปี เราก็ควรทำสิ่งนั้น แต่หากเราทำไม่ได้ ก็ควรนำเงินไปทำอย่างอื่นแทน เพราะอัตราการอยู่รอดของธุรกิจในสภาวะที่แข่งขันสูง และมีการทำลายล้างทางเทคโนโลยีนั้น ต้องบอกว่าธุรกิจที่โอกาสอยู่รอดปลอดภัย ต่ำมาก ๆ ครับ

การลงทุนในกองทุนรวมนั้น โดยสถิติแล้วจะให้ผลตอบแทนราว 5-10% ต่อปี แม้จะดูเหมือนไม่มาก แต่หากเราทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปีแบบทบต้น นั่นจะทำให้เงินต้นของเรางอกเงยเป็นเท่าตัวได้ภายในสิบปี ถือว่าไม่เลวทีเดียวนะครับ ถ้าคิดว่าเราไม่ต้องออกแรงทำงานจริง ๆ

วันนี้ ผม “นายแว่นลงทุน” จะมาแนะนำธีมการลงทุน RUNNING for Growth สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมหุ้น มาดูกันครับว่าธีมนี้จะตอบโจทย์ท่านได้อย่างไรบ้าง

แนะนำตัว “นายแว่นลงทุน”

  • นักลงทุนอิสระ ผู้ก่อตั้ง เจ้าของเพจ “นายแว่น ลงทุน – Naiwaen Investment” เพจเกี่ยวกับการลงทุนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะหุ้น และกองทุนรวม และเว็บไซต์ www.topofliving.com
  • เป็นอาจารย์พิเศษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีชุด “เฟ้นหาหุ้นรวย” โดยเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาแล้วกว่า 20 ปก
  • แนวคิดการลงทุนส่วนตัว คือ เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นเติบโต และทำให้การเงินการลงทุนเป็นเรื่องง่าย และสนุก

ทำไมต้องลงทุนในกองทุนรวม

ประการแรก … ถ้าคุณลงทุนในหุ้นได้ผลตอบแทนต่ำกว่า 10-15% ควรนำเงินมาลงทุนในกองทุนจะดีกว่า

ประการที่สอง … ถ้าคุณไม่มีเวลาในการติดตามกิจการ หรือติดตามหุ้นที่สนใจ ควรแบ่งเงินมาลงทุนในกองทุนรวม มีผู้จัดการกองทุนมือดี คอยดูแลเงินให้คุณ

ประการที่สาม … สามารถซื้อด้วยเงินน้อย ๆ ได้ ทำให้ลดข้อจำกัดในการลงทุนที่ว่า ต้องมีเงินมากจึงจะเริ่มต้นลงทุน หรือทำอะไรได้ แท้จริงแล้วมีเงินน้อยก็สามารถเริ่มได้จากช่องทางการลงทุนในกองทุนรวมที่เปิดโอกาสออกมา

ประการสุดท้าย … ผลตอบแทนจากกองทุนรวมเฉลี่ย 5-10% ต่อปี สามารถทำให้เงินต้นของเราโตเป็นสองเท่าได้ภายในเวลาไม่เกินสิบปี

จุดเด่นของพอร์ต … “RUNNING for Growth”

สำหรับ RUNNING for Growth เป็นธีมการลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการเติบโต โดยแนวคิดการลงทุนนั้น #นายแว่นลงทุน ได้นำเสนอแนวคิด ดังต่อไปนี้

  • ประการแรก … ลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายการเติบโต เน้นการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีขนาดกิจการ (Market Cap) ตั้งแต่ 5,000– 200,000  ล้านบาท
  • ประการที่สอง … เป็นกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล เพราะต้องการให้เงินที่งอกเงยออกมานำไปลงทุน “ทบต้น” ให้เกิดการเติบโต
  • ประการสุดท้าย … อุตสาหกรรมที่สนใจ ได้แก่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมขนส่งด้วยระบบราง อุตสาหกรรมการแพทย์รองรับผู้สูงอายุ อุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมการเงินสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสื่อสาร และเทคโนโลยี

ธีมการลงทุนนี้เหมาะกับใคร

ธีมการลงทุนนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการเติบโต และสามารถถือสินทรัพย์ดังกล่าวได้อย่างยาวนาน โดยยังไม่คิดจะถอนการลงทุนในระยะเวลาสั้น ๆ สามารถรับความเสี่ยง และความผันผวนของการลงทุนได้ในระดับหนึ่ง ต้องการสะสมสินทรัพย์เพื่อการเติบโตในระยะยาว

ข้อดี & ความเสี่ยงของพอร์ตที่ลงทุนในกองทุนหุ้น 100%

ข้อดีของการลงทุนในพอร์ตที่ลงทุนหุ้น ก็คือ การลงทุนในหุ้นแม้จะมีความเสี่ยง แต่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หรือ money market

ความเสี่ยงในการลงทุนของกองทุนหุ้น 100% สามารถถูกปิดได้ด้วยการวิเคราะห์ของผู้จัดการกองทุน และนโยบายการลงทุนในแต่ละกองทุนที่ทำให้เราเห็นทิศทางในอนาคตที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น การลงทุนผ่านธีมที่เป็น “เมกะเทรนด์” ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ การเติบโตของระบบราง จะช่วยให้เป้าหมายชัดเจนขึ้นมาก และการลงทุนในระยะที่ยาวนานพอจะช่วยปิดความเสี่ยงเรื่องความผันผวนในตลาดได้เป็นอย่างดีมีประสิทธิภาพนั่นเอง

สัดส่วนกองทุนที่ RUNNING for Growth ลงทุน

พอร์ตนี้มีทั้งหมด 3 กองทุน โดยทั้งหมดจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งครอบคลุมหุ้นเติบโตที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นร้านสะดวกซื้อ กิจการปล่อยสินเชื่อ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ร้านอาหาร และที่ขาดไม่ได้คือหุ้นสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G และ Internet of Things

โดยเกณฑ์การเลือกกองทุนเข้าพอร์ต จะเป็นไปตามนี้ครับ

1. เลือกกองทุนที่มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่เลือกมามากที่สุด เพื่อให้พอร์ตโดยรวมมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน

2. เลือกกองทุนที่ติดอันดับ Best In Class สูงที่สุดโดยยึดข้อ 1 เป็นหลัก เพื่อให้กองทุนนั้นๆ มีผลการดำเนินงานที่ดี

3. เลือกกองทุนทีมีอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูก เพื่อให้ผลการดำเนินงานไม่ถูกลดทอนลง

ปรับพอร์ตอย่างไร

สำหรับการปรับพอร์ตนั้น ทางทีมงานจะมีการ Monitor หุ้นที่กองทุนแต่ละกองไปลงทุน หากหุ้นมีราคาขึ้นสูงเกินไป อาจมีการปรับเปลี่ยนกองทุนออก และหากองทุนใหม่ที่มีหุ้นที่ราคาน่าสนใจและอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราชื่นชอบ โดยการปรับพอร์ตจะทำภายใน 1-2 ครั้งต่อปี หรือปรับพอร์ตเมื่อหุ้นในกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะ

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

สร้างพอร์ตให้เติบโตไปกับกองทุนรวม ด้วยธีม RUNNING for Growth

รูปที่ 1: เปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลัง 2 ปี ระหว่างพอร์ต RUNNING for Growth และ SET TR

ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง หรือ Back test Return พบว่า ธีม RUNNING for Growth นั้น สามารถเอาชนะตลาดได้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะหมี หรือ Bear Market และมีหุ้นหลายตัวตกลงมาอย่างหนัก

โดยผลการลงทุนผ่านธีมนี้ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีกว่า 5.85% (เส้นสีน้ำเงิน) ซึ่งถือว่าน่าพอใจ และแนวโน้มก็มีโอกาสชนะตลาดได้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 2: ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 2 ปี พอร์ต RUNNING for Growth

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ระยะเวลาการลงทุนกับธีมที่อยากแนะนำก็คือ 10 ปี หรืออย่างต่ำ 5 ปี เพื่อให้ผลการลงทุนนั้นออกดอกออกผล เหมือนเราปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการเติบโตนั่นเองครับ

สนใจลงทุนใน RUNNING for Growth คลิกที่นี่ https://www.finnomena.com/port/naiwaen/ หรือแบนเนอร์ข้างล่าง เพื่อรอรับข้อมูลพอร์ตได้เลย

หากสนใจในพอร์ตนี้ จะสามารถลงทุนได้อย่างไร?

คุณสามารถลงทุนในพอร์ต RUNNING for Growth by นายแว่นลงทุน โดยผ่าน 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ครับ

1. เลือกแผนการลงทุน

ศึกษาข้อมูลของแผนการลงทุน ตรวจสอบว่าเหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณหรือไม่

2. เปิดบัญชีลงทุน​

สามารถเปิดบัญชีได้ทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ FINNOMENA เอง โดยบัญชีนี้สามารถลงทุนได้กว่า 600 กองทุนจาก 14 บลจ.

3. ลงทุนตามคำแนะนำ

รอรับคำแนะนำจากทางระบบทั้งผ่าน Notification และอีเมล และเริ่มลงทุนตามแผนที่วางไว้ได้ทันทีครับ

มีคำถามถึงทีมงาน FINNOMENA IC หรือ ผม นายแว่นลงทุน สามารถฝากไว้ได้ที่

https://www.finnomena.com/ask/categories/running-for-growth/

#นายแว่นลงทุน


คำเตือน

ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลสำคัญของกองทุนโดยเฉพาะนโยบายกองทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนตัดสินใจลงทุน |  ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต