หุ้นเติบโต: คุณจะรวย ถ้าเข้าใจมัน (ตอนที่ 1)

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนประเภทเก็งกำไรระยะสั้นถึงกลาง หรือเก็งกำไรตามสภาวะตลาด Momentum Investment ที่สุดของหุ้นน่าลงทุนต้องเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stocks) เท่านั้น

หุ้นเติบโตที่นักลงทุนรู้จักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่ BEAUTY CBG COM7 PTG TKN KCE KTC SAWAD MTC ORI ANAN และอื่นๆ อีกมากมาย

หุ้นเติบโตสามารถให้ผลตอบแทนได้สูงเฉลี่ย 10-50% ยาวนาน 2-3 ปีติดต่อกัน

สังเกตไหมว่าหุ้นเติบโตข้างต้นจะมีลักษณะอย่างไร

1. มักจะเป็นกิจการที่อยู่ในช่วง Growth Stage
2. สินค้าหรือบริการกำลังติดตลาด
3. รายได้เติบโตอย่างรวดเร็ว
4. คู่แข่งยังน้อย หรือต่อให้มีคู่แข่งเยอะ แต่คู่แข่งในระนาบเดียวกันมีน้อย
5. มีแผนในการขยายกิจการ เช่น ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว หรือขยายการจัดจำหน่ายไปต่างประเทศ

ถ้าคุณเข้าใจว่าลักษณะข้างต้น การจะหาหุ้นเติบโตก็ไม่น่าจะยากลำบากมากนัก ขอเพียงแค่คุณสามารถศึกษารูปแบบธุรกิจหรือ Business Model ของแต่ล่ะบริษัทได้อย่างแตกฉาน

เมื่อเข้าใจธุรกิจก็มาที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นที่ตรงไหน

หนึ่งในคำกล่าวที่น่าสนใจคือ Growth At Reasonable Price (GARP) คือลงทุนหุ้นเติบโตในราคาที่เหมาะสม

คนที่ซื้อหุ้นเติบโตตั้งแต่ที่มันยังไม่โต (วิเคราะห์และคาดการณ์ถูกว่าจะเติบโตในอนาคต) อันนี้ไม่มีปัญหาเพราะจะได้ราคาที่เหมาะสมแน่นอน แต่ปัญหาที่นักลงทุนมักจะเจอก็คือ เราจะรู้ว่ามันเป็นหุ้นเติบโตก็ต่อเมื่อราคามันวิ่งขึ้นมาแล้ว และแน่นอนว่าถ้าทุกคนรู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นเติบโตเร็วก็คงจะเข้าซื้อจนทำให้ราคาขึ้นไปอยู่ในระดับสูง เข้าทำนองว่าของดีก็ต้องราคาแพงเป็นธรรมดาทำให้หุ้นเติบโตส่วนใหญ่มักจะมี Price-to-earning ratio (P/E) สูงไปด้วยซึ่งนักลงทุนบางคนอาจจะไม่ค่อยกล้าลงทุนเนื่องจากมูลค่าที่สูงกว่าหุ้นตัวอื่น (ในแง่ P/E หรือ P/B ratio)

การใช้ PEG หรือ P/E Ratio หารด้วยการเติบโต จึงเป็นคำตอบที่หลายคนใช้สำหรับการลงทุนในหุ้นเติบโต โดยส่วนใหญ่มักจะให้ PEG ไม่เกิน 1 เป็นค่าที่ยังสามารถลงทุนได้

แต่วิธีการลงทุนด้วย PEG ก็สามารถมีปัญหามากๆได้หาก กำไรต่อหุ้นมันไม่ได้เติบโตอย่างที่คาดหวัง หุ้น A มีค่า P/E สูงถึง 40 เท่า และมีอัตราการเติบโตของกำไรที่คาดหวัง 40% สมมติกำไรต่อหุ้นมีค่าเท่ากับ 1 บาทต่อหุ้น ดังนั้นราคาหุ้นปัจจุบันจะอยู่ที่ 40 บาท

ในกรณีที่กำไรเป็นไปตามคาดคือเติบโต 40% จาก 1 บาทจะเพิ่มเป็น 1.4 บาท ราคาหุ้นจะกลายเป็น 56 บาท (1.4 คูณด้วย P/E 40 เท่า) หรือได้ผลตอบแทน 40%

ในกรณีที่กำไรเติบโตต่ำกว่าคาด เช่น เติบโตเพียง 20% กำไรต่อหุ้นจะกลายเป็น 1.2 บาท ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าตลาดยังยอมรับ P/E ได้ที่กี่เท่า ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ใช่ 40 เท่าอย่างเดิม หากตลาดยอมรับ PEG 1 เท่า ก็ต้องให้ P/E เพียง 20 เท่า ซึ่งนั่นหมายความว่าราคาหุ้นจะต้องลงมาเหลือ 24 บาท ขาดทุนเน้นๆ 40%

ความสำคัญของการลงทุนในหุ้นเติบโตจึงอยู่ที่ การคาดการณ์

1. การเติบโตของกำไร
2. การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของ P/E

สำหรับผม ผมยอมรับได้ที่จะลงทุนหุ้น P/E 20-25 เท่า โดยมีอัตราการเติบโตของกำไร 10-15% แบบเสถียร ดีกว่าไปลงทุนในหุ้น P/E 40-50 เท่า และคาดการณ์กำไรโต 50% เหตุผลเพราะกิจการที่จะสามารถทำกำไรเติบโต 50% ในทุกปีมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

การลงทุนในหุ้น P/E สูงๆ แม้จะมีอัตราการเติบโตของกำไรสูง แต่เมื่อไหร่ที่กำไรไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ราคาก็พร้อมจะลงโทษโหดมากๆเช่นกัน

ขอจบตอนไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ ไว้มาต่อกันในเรื่องจุดอีอนของหุ้นเติบโต (ศักยภาพการแข่งขันในอนาคต)

ประกิต สิริวัฒนเกตุ