(เงินล้าน) Latte Effect กับการลงทุน

ลาเต้ร้อนสักแก้วตอนเช้า ปลุกให้ตื่นพร้อมรับวันใหม่ ชาเขียวปั่นซักแก้วตอนบ่าย เติมพลังความสดชื่น

วันหนึ่งหมดเงินไปกับค่าชากาแฟไม่ต่ำกว่า 100 บาท ถ้าเข้าร้านหรู ๆ หน่อย มี 200 บาทต่อวัน

คิดเล่น ๆ เดือนหนึ่งหมดเงินไป 3,000 บาท ปีหนึ่ง 36,000 บาท

10 ปี ก็ 360,000 บาท ดูไม่น้อยเลยนะ ดาวน์รถ ดาวน์บ้านได้สบายเลย

แนวคิดเปรียบเปรยเรื่องการใช้จ่ายในแต่ละวันแบบนี้เรียกว่า “ลาเต้ เอฟเฟ็ค” (Latte Effect)

เพราะอยากให้เห็นภาพว่า เราใช้จ่ายอะไรกับของที่ดูเหมือนจะฟุ่มเฟือยบ้างหรือเปล่า ก็เลยหยิบยก กาแฟลาเต้ ขึ้นมาเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพ เพราะหลายคนดื่มกันทุกวัน (จริง ๆ เป็นอะไรก็ได้ที่เราคิดว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย)

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเอาเงิน 36,000 บาท จากการไม่กินชากาแฟมาลงทุน

สมมติผลตอบแทน 15% ต่อปี

ผ่านไป 1 ปี เงินเพิ่มขึ้นเป็น 41,400 บาท

ผ่านไป 5 ปี เงินเพิ่มขึ้นเป็น 72,408 บาท

ผ่านไป 10 ปี เงินเพิ่มขึ้นเป็น 145,640 บาท

นั่นเท่ากับว่า จากเดิมที่ต้องเสียเงินค่ากาแฟ 36,000 บาท จะกลายมาเป็นผลตอบแทน 145,600 บาท หรือเงินต้นจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า ทุก 10 ปี ถ้าทำผลตอบแทนได้ 15% ต่อปี ซึ่งสิ่งนี้เราเรียกว่า “มหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้น”

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายคนถึงมักจะชอบสอนเราว่า ให้อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนให้เก็บเงินเก็บกำไรไว้ลงทุนก่อน อย่าเพิ่งรีบเอามาหาความสุข รอให้มหัศจรรย์ดอกเบี้ยทบต้นทำงานเสียก่อน แล้วถึงเวลานั้นเราก็จะมีเงินใช้แบบเหลือเฟือ

….

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ถ้าไปถาม Warren Buffet ปู่จะตอบว่า “การเก็บเงินลงทุนนั้นสำคัญ แต่การรู้ว่าตอนไหนควรใช้เงินลงทุนก็สำคัญเช่นกัน” เพราะการไม่พาครอบครัวไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์สัก 2 วัน ตอนนี้ เพื่อเก็บเงินไว้อีกสิบปีข้างหน้า แล้วสามารถไปเที่ยวทีเดียวกันได้ทั้งสัปดาห์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะการใช้เวลากับบางอย่างที่มีความหมายมันคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เพราะฉะนั้น Latte Effect อาจทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโต แต่คุณก็ต้องเปรียบเทียบด้วยเช่นกันว่า การไม่ดื่มกาแฟไป 10 ปี แล้วจะมาดื่มอีกทีวันละ 10 แก้ว มันทำให้ความสุขของคุณเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?

Stock Vitamins

ติดตาม Stock Vitamins ได้ที่เพจ https://www.facebook.com/stock.vitamins/

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม