
มุมมองการลงทุน
ตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงกดดันในเดือนตุลาคม ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI ทิศทางนโยบายการเงินที่ยังเข้มงวด และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยดัชนี MSCI ACWI ปรับตัวลดลง -1.62% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.93% และ Nasdaq 100 ลดลงถึง 6.65% สะท้อนแรงขายที่กระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน หุ้นบางกลุ่มที่มีลักษณะ Defensive และตลาดหุ้นยุโรปมีความยืดหยุ่นมากกว่า ส่วนตลาดหุ้นเอเชียเหนือเผชิญแรงขายรุนแรง โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ดัชนี KOSPI ลดลง 16.19% ตลอดเดือน ปัจจัยสำคัญมาจากการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่กระตุ้นให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อการใช้เงินลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาล ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.4% ในอัตรารายปี ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ด้านตลาดตราสารหนี้โลกกลับฟื้นตัว โดยดัชนีตราสารหนี้โลก Bloomberg Global Aggregate ให้ผลตอบแทนประมาณ 1.41% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงจาก 5.29% เป็น 4.94% หรือลดลง 35 basis points สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงตลาดหุ้นผันผวน
กระแสการลงทุนใน AI ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลกตลอดช่วงที่ผ่านมา เริ่มเผชิญแรงกดดันจากคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเงินลงทุน โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และระบบประมวลผล AI แต่ยังไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ความกังวลดังกล่าวทวีความรุนแรงในช่วงปลายเดือน หลัง Alphabet รายงานผลประกอบการที่สร้างความผิดหวังต่อตลาด โดยราคาหุ้นร่วงลง 12.6% ในวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนที่ผลประกอบการของ Intel และ Amazon จะยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่น ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel ลดลงถึง 28.6% และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 2.86% ในวันที่ 30 ตุลาคม แรงขายยังลุกลามไปยังตลาดหุ้นเอเชีย สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่พึ่งพาวัฏจักรการลงทุน AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สูง
การประชุม Fed วันที่ 28 ตุลาคม มีมติ 10 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75–4.00% โดยกรรมการ 2 รายสนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สะท้อนความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3.7% YoY และ 0.6% MoM ขณะที่ GDP ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.4% จาก 2.2% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดี แม้เผชิญต้นทุนทางการเงินในระดับสูง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดต้องปรับความคาดหวังเกี่ยวกับระยะเวลาการคงดอกเบี้ยสูง และความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อมูลค่าหุ้นเติบโตสูงและสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงช่วงปลายเดือนกลับช่วยหนุนราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงเทขายรุนแรง หลัง MSCI ประกาศเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม เปิดรับความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจาก Emerging Market เป็น Standalone Market เนื่องจากข้อกังวลด้านความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้น การกระจุกตัวของการถือครอง และพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจไม่เหมาะสม การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ดัชนี Jakarta Composite Index (JCI) ร่วงลง 11.57% ในวันที่ 16 ตุลาคม ซึ่งเป็นการปรับลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 และปิดเดือนด้วยการปรับตัวลดลง 16.70% โดย UBS ประเมินว่าหากเกิดการลดสถานะจริง อาจนำไปสู่เงินทุนไหลออกจากกองทุน Passive ราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ MSCI ยังไม่ได้ตัดสินใจปรับลดสถานะอย่างเป็นทางการ และจะประกาศข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายน 2027 แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของมาตรฐานธรรมาภิบาลตลาดทุนและความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดการลงทุนในเดือนพฤศจิกายนมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง ตัวเลขการจ้างงานวันที่ 6 พฤศจิกายน และเงินเฟ้อ CPI วันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดความคาดหวังต่อนโยบายดอกเบี้ย Fed นอกจากนี้ นักลงทุนต้องติดตามผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน AI รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังเป็นความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวและแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน ทำให้การกระจายความเสี่ยงมีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในมิติของประเภทสินทรัพย์ ภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่ม Healthcare ที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอและพึ่งพาวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่าหุ้นเติบโตบางกลุ่ม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสรับผลตอบแทนและการควบคุมความผันผวนของพอร์ตลงทุน
ที่มา: บลจ. อีสท์สปริง วันที่ 4 พ.ย. 2026
สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena ผ่านคอมพิวเตอร์ >> เว็บไซต์ Finnomena สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน
| โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน Finnomena Port และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notificationในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก
1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น 2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT |
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299