Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) อัปเดตมุมมองเดือนกันยายน 2026: ตลาดโลกฟื้น แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

มุมมองการลงทุน

ภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกในเดือนสิงหาคม 2026 เผชิญกับความผันผวนอย่างหนักในช่วงต้นเดือน ก่อนจะทยอยฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง ตลาดหุ้นโลกได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแรงเทขายทำกำไร แต่สามารถรีบาวด์กลับมาได้ในช่วงครึ่งเดือนหลัง โดยดัชนี MSCI AC World Index ปรับตัวขึ้น 2.7% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของตลาดตราสารหนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) เคลื่อนไหวผันผวนไปตามความกังวลเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อตามทิศทางสงครามในตะวันออกกลาง ก่อนที่นโยบายเพิ่มงบซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯจะช่วยดันให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวสูงขึ้นบางส่วน ขณะเดียวกันตลาดสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากแรงหนุนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า 

เหตุการณ์สำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินคือ การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯดำเนินการเพิ่มวงเงินในโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Buyback Program) จากอย่างน้อย $2bn เป็นอย่างน้อย $4bn ต่อรอบ มีผลตั้งแต่ 9 ก.ย.–4 พ.ย. 2026 การดึงอุปทานพันธบัตรออกจากตลาดส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ปรับตัวลดลง เมื่อผลตอบแทนของสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรลดลง แรงดึงดูดจึงถูกส่งผ่านไปยังทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีหลังการประกาศดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีปรับตัวลงเพียงชั่วคราว จากระดับ 5.34% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 19 ปี ลงมาอยู่ที่ 5.23% ก่อนจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ใกล้เคียงระดับเดิม ณ สิ้นเดือน การปรับตัวลงของ Bond Yield ประกอบกับการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันต่างหันมาสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง ทำให้ทองคำโดดเด่นที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกประจำเดือนนี้ 

ด้านตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงและโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ปัจจัยจุดชนวนหลักมาจากการที่สถาบันจัดทำดัชนีระดับโลกอย่าง FTSE ประกาศรายชื่อหุ้นเวียดนามที่จะเข้าสู่ดัชนีหุ้นประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีกำหนดจะเริ่มนำเข้าคำนวณในดัชนีต่างๆตั้งแต่เดือน ก.ย. 26 เป็นระยะไปจนถึงปี 2027 ข่าวนี้สร้างความเชื่อมั่นเชิงบวกและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้ไหลกลับเข้ามาสะสมหุ้นเวียดนามเพื่อรองรับการปรับพอร์ตของกองทุนทั่วโลก นอกจากประเด็นเรื่องดัชนีแล้วตลาดหุ้นเวียดนามยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี ร่วมกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงไหลเข้าสู่ภาคการผลิต โดย 7 เดือนแรกการส่งออก เพิ่มขึ้น 21.7% YoY สู่ $319.5bn ขณะที่ FDI จดทะเบียน 7 เดือนแรกอยู่ที่ $38.1bn เพิ่มขึ้น 58% YoY รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ช่วยสนับสนุนสินเชื่อและการเติบโตจให้ภาคธุรกิจ  

แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกจะเคลื่อนไหวผันผวนตลอดเดือน แต่สถานการณ์ได้พลิกกลับอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือน เมื่อตลาดได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมของ Nvidia ผู้นำด้านชิป AI ของโลก ที่รายงานรายได้และกำไรทะลุความคาดหมายพร้อมทั้งให้ตัวเลขคาดการณ์ในอนาคตที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทรายงานรายได้ Q2 FY2027 ที่ $96.2bn เพิ่มขึ้น 106% YoY และรายได้จากธุรกิจ Data Center พุ่ง 117% สู่ $89bn พร้อมให้ guidance รายได้ไตรมาสถัดไปที่ $108bn นอกจากนั้นบริษัทยังยืนยันว่าความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังคงเติบโตในระดับสูง ผลประกอบการที่น่าประทับใจนี้ได้สร้างคลื่นความเชื่อมั่นส่งตรงมายังตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นไต้หวัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมชิปและฮาร์ดแวร์ AI โลก หุ้นบริษัทผู้ผลิตชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไต้หวันมีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างมหาศาล ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไต้หวันปรับตัวพุ่งสูงขึ้นโดดเด่นที่สุดในเดือนที่ผ่านมา 

สำหรับทิศทางในเดือนกันยายน 2026 ตลาดการลงทุนยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนในระดับสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยังไม่คลี่คลาย ความขัดแย้งทางการค้า รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ โดยเฉพาะการประชุม Fed และ BoJ ในเดือนนี้ ขณะที่ความเสี่ยงทางการเมืองอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. 2026 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่หลากหลาย กลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้จึงควรเน้น “การกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล” โดยแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตหลักด้วยกองทุนหุ้นโลกที่กระจายการลงทุนในหลากหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมกันนี้นักลงทุนอาจเพิ่มความแข็งแกร่งให้พอร์ตด้วยการเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์หรือหุ้นกลุ่ม Defensive โดยเฉพาะกลุ่ม Healthcare ซึ่งมีลักษณะของธุรกิจที่ค่อนข้างทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ และสามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง การผสมผสานที่ดีจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ต และลดการพึ่งพาปัจจัยขับเคลื่อนจากตลาดหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป 

ที่มา: บลจ. อีสท์สปริง วันที่ 7 ก.ย. 2026

สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) สามารถดูพอร์ตการลงทุนได้ตามช่องทางนี้
ผ่านมือถือ/Tablet >> แอปฯ Finnomena ผ่านคอมพิวเตอร์ >>  เว็บไซต์ Finnomena สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน Eastspring Dynamic Opportunities (ES-DO) คลิกที่นี่เพื่อสร้างแผนการลงทุน

โปรดทราบ สำหรับลูกค้าฟินโนมีนาที่ลงทุนใน Finnomena Port และได้รับบทความนี้ แต่ยังไม่ได้รับอีเมลและ/หรือ Notificationในการแจ้งสัดส่วนเงินในการเข้าลงทุน อาจเกิดจาก

1) ท่านอยู่ระหว่างการทำรายการซื้อขายกองทุน ซึ่งทางฟินโนมีนาจะแจ้งเตือนอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการทำรายการซื้อขายเสร็จสิ้น

2) ท่านมีจำนวนเงินลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ

หมายเหตุ หากท่านไม่ประสงค์ที่จะรอรับการแจ้งเตือน ท่านสามารถดูรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนที่แนะนำผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของฟินโนมีนาพร้อมปรับพอร์ตเข้าลงทุนได้ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: @FINNOMENAPORT


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสามารถขอข้อมูลจากผู้แนะนำก่อนการลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด หรือ บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE “@FINNOMENAPORT” | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

tax-saving-funds-2026