Game of Cold War…หรือการตอบโต้กันครั้งนี้จะเป็นเกมของสหรัฐฯ - จีน

สัปดาห์ที่ผ่านมาวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมายที่สามารถเพิกถอนบริษัทต่างชาติออกจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ได้ ซึ่งร่างกฎหมายนี้มีชื่อว่า “Holding Foreign Companies Accountable Act”  โดยในร่างกฎหมายระบุว่า บริษัทต่างชาติที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะต้องเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริง โดยกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องรับรองว่าไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัฐบาลต่างชาติ หรือมีรัฐบาลต่างชาติเป็นเจ้าของ หากคณะกรรมการ Public Company Accounting Oversight Board (PCAOB) ซึ่งทําหน้าที่กํากับดูแลผู้สอบบัญชีและสํานักงานสอบบัญชีที่ตรวจสอบบัญชีบริษัทมหาชนในสหรัฐฯ ไม่สามารถตรวจสอบรายงานจากบริษัทนั้น ๆ และคณะกรรมการไม่สามารถตรวจสอบบริษัทบัญชีนั้นเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน จะส่งผลให้หลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทนั้น ๆ ไม่สามารถซื้อขายในตลาดได้ หลังจากนี้กฎหมายดังกล่าวจะต้องผ่านการโหวตโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะลงนามเป็นข้อกฎหมายบังคับใช้

ถึงแม้กฎหมายนี้จะใช้กับบริษัทต่างชาติทั้งหมด แต่หลายฝ่ายประเมินว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าไปยังบริษัทจีนที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงและจีนไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของ PCAOB และส่วนใหญ่บริษัทจีนที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ก็จะเลี่ยงในการตรวจสอบบัญชี ซึ่งปัจจุบันบริษัทจีนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และตลาดหลักทรัพย์แนสแดค (NASDAQ) มีรวมกันกว่า 200 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เราคุ้นชื่อกัน เช่น Alibaba, Tencent, JD.com, Weibo, TAL Education, Ping An, Xiaomi เป็นต้น

Stock Exchange Market Capitalization

Game of Cold War…หรือการตอบโต้กันครั้งนี้จะเป็นเกมของสหรัฐฯ - จีน

Source : Statista as of 2019 (Trillion USD)

หากมองผิวเผินเหมือนว่าบริษัทจีนที่ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อาจจะได้รับผลกระทบ แต่ต้องไม่ลืมว่าบริษัทเหล่านี้ สามารถย้ายไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อื่นได้ เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หรือตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ซึ่งปัจจุบันสหราชอาณาจักรและจีนมีความร่วมมือ London-Shanghai Stock Connect เพื่อเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 แห่งเข้าด้วยกัน นั่นเป็นเพียงอีกหนึ่งทางเลือก แต่อีกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบก็คือตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่จะมี Market Cap ลดลง รวมถึงเสน่ห์และความนิยมที่จะดึงดูดบริษัทต่างประเทศให้มาจดทะเบียนซื้อขายในสหรัฐฯ อาจลดลงด้วยความกังวลจากข้อกำหนดบางอย่างที่สหรัฐฯ อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

การประชุม National People’s Congress (NPC) ของจีนไม่ประกาศ GDP และตอบโต้สหรัฐฯ เชิงสัญลักษณ์

ถัดมาไม่กี่วันหลังจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฎหมาย Holding Foreign Companies Accountable Act มีการประชุมสภาประชาชนจีน วันที่ 22 พ.ค 2563 ซึ่งประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ คือ นโยบายต่อเศรษฐกิจของจีนรวมถึงท่าทีทางด้านการค้าระหว่างประเทศกับสหรัฐฯ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จีนสร้างเซอร์ไพรส์โดยเลือกที่จะไม่ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ปี 2020 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 โดยให้เหตุผลว่า จีนกำลังเผชิญกับปัจจัยที่คาดการณ์ไม่ได้หลังการระบาดโควิค-19 รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้า ซึ่งในประเด็นนี้หลายฝ่ายคาดว่าจีนกำลังพลาดเป้า GDP เป็น 2 เท่า ของปี 2553 ซึ่งถือว่าผิดคำพูด

เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ / การเติบโตทางเศรษฐกิจจริงของจีน

Game of Cold War…หรือการตอบโต้กันครั้งนี้จะเป็นเกมของสหรัฐฯ - จีน

GDP Growth Target: 2000, 2002-2004-around 7%; 2001-7%; 2005-2011-around 8%; 2012-7.5%; 2013-2014-around 7.5%; 2015-around 7%; 2016-6.5%-7%; 2017-2018-around 6.5%; 2019-6%-6.5%
Source : Government Work Report; National Economic and Social Development Reports; National Bureau of Statistics; Bloomberg

ซึ่งหากเราย้อนไปดูข้อมูลในอดีตที่มีการประมาณการณ์เศรษฐกิจของจีนกับตัวเลขจริงที่ออกมา ถือว่าแทบจะไม่ต่ำกว่ากรอบล่างที่ประเมินไว้ และใกล้เคียงกับตัวเลขที่ประมาณการณ์เอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่จีนสามารถมีความยืดหยุ่นในการบริหารงานได้มากขึ้น อีกทั้งยังดีกว่าการที่ตั้งเป้าแล้วเกิดพลาดเป้า ซึ่งอาจทำให้เกิดความหวั่นวิตกต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของจีน

อีกประเด็นที่สร้างความผันผวนและถือเป็นนัยการตอบโต้สหรัฐฯ ของจีน ถึงแม้ว่าจีนยืนยันว่าจะทำตามข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 1 แต่การที่จีนพยายามผลักดันในการออกกฎหมายความมั่นคงเพื่อป้องกันการปลุกระดมในฮ่องกงรวมถึงป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ และต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวันซึ่งเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนว่าจีนเลือกที่จะไม่ตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันแบบปีที่ผ่านมาทั้งนี้เพื่อต้องการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเอาไว้ แต่ขณะเดียวกันจีนอาจต้องการที่จะดำเนินนโยบายจีนเดียว (One China Policy) มากกว่านโยบายหนึ่งประเทศสองระบบ (One Country Two Systems Policy) เพื่อเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์กับสหรัฐฯ ที่ทางจีนมองว่าสหรัฐฯ กำลังแทรกแซงฮ่องกง และเป็นพันธมิตรกับไต้หวันที่อยากแยกตัวเป็นอิสระจากจีน

ทรัมป์กำลังได้รับความนิยมลดลง

หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มดูแย่ลงโดยเฉพาะภาคแรงงาน และภาคการบริโภคประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คะแนนความนิยมของทรัมป์เป็นรองโจ ไบเดน ซึ่งเป็นผู้ท้าชิงในการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. ปีนี้ ทำให้ทรัมป์ต้องเร่งกลับมาเปิดเมือง ทั้งที่อาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดในรอบที่ 2

ในช่วงเดือนที่ผ่านมาเราอาจเห็นทรัมป์เริ่มกลับมาสร้างความผันผวนให้กับตลาด ทั้งเรื่องของการกล่าวอ้างว่าจีนเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดของโควิด-19 การยกเลิกการค้าเฟส 1 การขู่จะไม่ให้ความช่วยเหลือ ด้านงบประมาณแก่ WHO การขู่ไม่ชำระหนี้จีน และล่าสุดการออกกฎหมายเพื่อกดดันบริษัทจีนที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ค่าเฉลี่ยโพลล์การเลือกตั้งทั่วไปสหรัฐฯ  2020

Game of Cold War…หรือการตอบโต้กันครั้งนี้จะเป็นเกมของสหรัฐฯ - จีน

Source : RCP Poll as of 21/05/2020

จากผลโพลล์แต่ละแห่ง แล้วนำมาเป็นค่าเฉลี่ยจะเห็นได้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับคะแนนความนิยมเป็นรองนายโจ ไบเดน ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ อาจต้องมีการเรียกความนิยมกลับคืนมาโดยใช้กลยุทธ์กระแสชาตินิยมเป็นตัวดึงคะแนนอีกครั้ง เหมือนที่เคยทำได้เหมือนครั้งที่ผ่านมา

วิเคราะห์ทฤษฎีเกมส์

หากสหรัฐฯ และจีนมีการตอบโต้ไปมาระหว่างกัน เชื่อได้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะเห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอาจจะทรุดหนักไปกว่านี้ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่เห็นปลายทางที่แน่นอนว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และเป็นไปได้มากกว่าที่ทั้ง 2 ประเทศจะเลือกการประนีประนอม หรือจีนอาจจะยอมถอยก้าวเล็ก ๆ เพื่อเดินหน้า ดังเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

Game of Cold War…หรือการตอบโต้กันครั้งนี้จะเป็นเกมของสหรัฐฯ - จีน

มุมมองถัดจากนี้ไป

เชื่อได้ว่าความผันผวนในประเด็นสหรัฐฯ – จีนจะยังคงมีมาเป็นระยะจนถึงช่วงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้และอาจทำให้ภาวะการลงทุนเป็นไปอย่างผันผวนในระยะสั้น

แต่หากมองในระยะยาวนโยบายของทั้ง 2 ประเทศถือได้ว่าน่าสนใจ สหรัฐฯ ที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งด้านการเงิน เช่นการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ FED แบบไม่จำกัด การลดอัตราดอกเบี้ยแตะระดับใกล้ 0% ด้านการคลังที่ใช้งบประมาณสูงเป็นประวัติการณ์เพื่อประคองเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่นโยบายของจีนก็ไม่แพ้กันโดยนโยบายการเงินมีการลดดอกอัตราดอกเบี้ย LPR, MLF และลด RRR ของภาคธนาคาร ด้านการคลังมีการกำหนดโควต้าตราสารหนี้พิเศษสำหรับรัฐบาลท้องถิ่นไว้ที่ 3.75 ล้านล้านหยวน รวมถึงการออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษ มูลค่า 1 ล้านล้านหยวน และภาระด้านภาษี ค่าธรรมเนียมของบริษัทต่าง ๆ จะถูกปรับลดลง 2.5 ล้านล้านหยวนปีนี้

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ทั้งสหรัฐฯ และจีนถือได้ว่าเป็นสองผู้นำทางด้านเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านสุขภาพซึ่งถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างมากและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต ก็ไม่แปลกถ้าตลาดหุ้นทั้งสองประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกจะดูน่าสนใจและเติบโตไปพร้อมกัน

บดินทร์ พุทธอินทร์ CISA I,CFP 
Senior Assistant Vice President : Investment Strategy 
TMBAM-Eastspring

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนใน TMBAM Quality Mega Theme Portfolio คลิกที่นี่เพื่อดูรายละเอียดพอร์ตการลงทุน

10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม