รู้จักหุ้น 6 ชนิดตาม Peter Lynch จะได้ซื้อไม่ผิด!
Peter Lynch เคยพูดถึงความสำคัญของการรู้จักชนิดของหุ้นไว้ในหนังสือ ‘One Up On Wall Street’ ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการลงทุนที่ควรเข้าใจมันเป็นสิ่งแรก ๆ ในการลงทุน

ทำไมต้องแบ่งประเภทหุ้น?

หุ้นแต่ละกลุ่มจะมีจุดเด่น ความคาดหวัง และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ตามรูปแบบของธุรกิจ อายุกิจการ ขนาดของบริษัท ดังนั้นการรู้ประเภทของหุ้นที่เราเลือกลงทุน จะทำให้เราสามารถวางแผน กระจายความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น รวมถึงคาดหวังผลตอบแทนให้เป็นไปตามจริง
ซึ่งการแบ่งประเภทของหุ้นนั้นมีหลากหลายวิธี หลายเกณฑ์มาก แต่วิธีแบ่งเป็น 6 ชนิดของ Peter Lynch เป็นหนึ่งวิธีที่ครอบคลุมและยังใช้ได้ดีในปัจจุบัน ไปดูกันครับว่าแต่ละชนิด มีลักษณะต่างกันอย่างไร

หุ้นโตเร็ว (Fast Growers)

กลุ่มนี้เหมือนเด็กที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เติบโตได้มากที่สุดในทุกช่วงอายุ
บริษัทขนาดเล็ก-กลางมาแรง บางตัวยังไม่กำไร แต่ราคานำไปก่อนแล้วจากเรื่องราวที่บริษัทให้ ทำให้นักลงทุนคาดหวังไว้สูง
หุ้นกลุ่มนี้กำไรเติบโตก้าวกระโดดได้มากกว่า 20% ต่อปี หรือในยุคเทคโนโลยีครองโลกบางครั้งอาจเห็นกำไรเติบโตหลักหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ติดต่อกันหลายปี เนื่องจากกินรวบและขยายตลาดอย่างรวดเร็วผ่านระบบ Software (แต่การเติบโตมาก ๆ จะไม่อยู่ตลอด เมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น การเติบโตที่สูงระดับเท่าเมื่อตอนบริษัทยังเล็กดูจะเป็นเรื่องยาก)
หุ้นโตเร็วอยู่ได้ทุกอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง กลุ่มนี้จะให้เงินปันผลน้อยหรือไม่ให้เลย เพราะบริษัทต้องการนำกำไรไปขยายธุรกิจต่อ
ด้วยขนาดธุรกิจที่เล็กทำให้มีโอกาสเติบโตอีกมาก สามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้สูง ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเทขายเมื่อมีเหตุการณ์ผิดคาด หรือผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่ตลาดหวัง
กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่ High Risk – High Return ความผันผวนสูง แต่ดูเหมือนรายย่อยจะชอบมากที่สุดในตอนนี้

หุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts)

กลุ่มนี้จะเหมือนวัยรุ่น-วัยทำงานที่แข็งแรง การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เปลี่ยนจากหุ้นโตเร็วที่พอเติบโตไปได้สักพัก การเติบโตก็จะเริ่มช้าลง เพราะบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นและกลายเป็นหุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts)
ลักษณะเด่นของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ที่การมีกลุ่มลูกค้าใช้งานซ้ำเรื่อย ๆ เห็นหุ้นนี้เราก็จะรู้ทันทีว่าขายอะไรเพราะเราสามารถพบเจอสินค้าและบริการของบริษัทกระจายตัวไปทั่ว
กลุ่มนี้จึงมีความไม่หวือหวา ความผันผวนต่ำกว่าหุ้นโตเร็ว เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สามารถทนต่อวิกฤตถดถอยได้ดี
แต่ก็จะคาดหวังผลตอบแทนหลาย ๆ เด้งในระยะเวลาสั้น ๆ ได้ยาก ยกเว้นมีการพัฒนาใหม่ ๆ ที่ส่งผลต่อกำไรมาก ๆ (New S-Curve)
จุดเด่นของกลุ่มนี้คือเงินสดในมือที่มาก ทำให้สามารถนำมาปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือใช้ซื้อกิจการอื่นได้
หากคุณไม่ชอบความหวือหวา รับความเสี่ยงได้ไม่มากในการซื้อหุ้น หุ้นกลุ่มนี้คือคำตอบของคุณ

หุ้นโตช้า (Slow Growers)

กลุ่มนี้จะเหมือนวัยชรา ที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและถดถอยลงเรื่อย ๆ
หุ้นกลุ่มนี้คือหุ้นที่เคยเติบโตได้ดีและเคยแข็งแรงมาก่อน เมื่อเวลาผ่านไปมีอุตสาหกรรมอื่นเข้ามาแทนที่ อุตสาหกรรมเหล่านี้ก็จะเริ่มถดถอยลง (อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)
จุดเด่นของกลุ่มนี้คือมีปันผลที่มาก แต่ต้องระวังเลือกผิดตัวเจอ “กับดักปันผล” ที่ทำให้เราขาดทุนและไม่คุ้มกับปันผลที่ได้รับ
ดังนั้นหากคุณไม่ได้ต้องการปันผลเพียงอย่างเดียวในการลงทุนให้ข้ามหุ้นกลุ่มนี้ไป!

หุ้นฟื้นตัว (Turnarounds)

กลุ่มนี้ยิ่งกว่าคนแก่ มันเหมือนคนใกล้ตายอยู่ในห้องฉุกเฉิน
เป็นหุ้นที่ยิ่งกว่าโตช้า คือมันไม่โตเลยต่างหาก นักลงทุนต่างทอดทิ้งมัน และรอวันมันล้มหายไปจากตลาด ฟังดูแย่สุด ๆ แล้วมันมีอะไรที่น่าลงทุน
ในบรรดาหุ้นทุกกลุ่ม กลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับตลาดน้อยที่สุด และมีความคาดหวังน้อยที่สุด
สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหุ้นกลุ่มนี้คือ ถ้าคุณเลือกถูกตัว ในกลุ่มหุ้นที่รอความตาย จะมีบางตัวที่รอดและกลับมาได้ และมันจะให้ผลตอบแทนมหาศาล (ยกตัวอย่างเช่นช่วงไวรัสระบาดช่วยดันให้หุ้น e-commerce ที่กำลังจะเจ๊งฟื้นขึ้นมาได้ เพราะผู้บริโภคไม่สามารถไปห้างได้เหมือนเดิม)
แต่ถ้าเลือกผิดโอกาสขาดทุนก็สูงมาก ดังนั้นหากคุณไม่ได้รู้ลึกรู้จริงในบริษัทน้ัน หรือไม่ใช่เซียนพนัน คุณควรหลีกเลี่ยงกลุ่มนี้

หุ้นวัฏจักร (Cyclicals)

คือหุ้นกลุ่มที่มียอดขายขึ้นและกำไรขึ้นลงเป็นประจำสม่ำเสมอ
ซึ่งเป็นไปตามกลไกของ Demand และ Supply
หุ้นวัฏจักรเป็นหุ้นที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะหุ้นวัฏจักรหลัก ๆ เป็นหุ้นขนาดใหญ่เป็นที่รู้จักกันดี ทำให้หลาย ๆ ครั้ง คนเข้าใจผิดและรวมมันเข้ากับหุ้นแข็งแกร่ง
การเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรในจังหวะที่ผิดนั้นอาจจะทำให้คุณกระเป๋าฉีกได้เลยทีเดียว โดยทั่วไปมันสามารถขาดทุนได้มากกว่า 50% และในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอาจขาดทุนได้มากกว่า 80%
สิ่งที่จำเป็นในการเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรคือ ต้องรู้สัญญาณหรือตัวบ่งชี้บางอย่างที่สามารถบอกได้ว่าธุรกิจกำลังตกต่ำลงหรือดีขึ้นเพื่อซื้อมันต้องแต่เนิ่น ๆ

หุ้นทรัพย์สินมาก (Asset Play)

คือกลุ่มหุ้นที่มีทรัพย์สินบางอย่างซ่อนอยู่ และตลาดประเมินพลาดหรือยังไม่เห็นมัน
ตัวอย่างทรัพย์สินเช่นเงินสด อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน เครื่องจักร ใบอนุญาต
การจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้จำเป็นต้องมีความรู้จักในบริษัทนั้นเป็นอย่างดี และคุณต้องประเมินมูลค่าที่ซ่อนอยู่ด้วยตัวเอง เพราะตลาดยังไม่รับรู้ถึงมัน ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนไม่ได้ติดตามมัน

สรุป

จะหุ้นชนิดไหนก็สามารถทำกำไรให้นักลงทุนได้ ถ้าเราเข้าใจมันให้ถึงที่สุด แต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องถนัดลงทุนในหุ้นทุกชนิด แต่เราควรเข้าใจว่าประเภทหุ้นที่เราจะซื้อตรงกับผลตอบแทนที่เราต้องการหรือไม่ และเข้าใจความเสี่ยงของมัน
BottomLiner
10 ข้อผิดพลาดการลงทุนกองทุนรวม