ภาพยนตร์ยอดนิยมตอนนี้คงหนีไม่พ้น Black Panther จากค่าย Marvel ซึ่งในสหรัฐฯ นั้นได้กวาดรายได้ไปถึง $242 ล้านภายใน 4 วันแรกที่เข้าฉาย ลองมาดูกันว่าสถิตินี้ได้เอาชนะภาพยนตร์ดังๆ เรื่องไหนบ้าง

1) รายได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ ของ Justice League ($228 ล้าน ในช่วงเวลา 3 เดือน)

เริ่มจากสถิติที่น่าสนใจที่สุด เพราะก่อนหน้านี้ Black Panther ถือเป็นเพียงหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลเกรด B ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไร แต่รายได้ระหว่าง 4 วันที่เข้าฉายกลับสามารถเอาชนะรายได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ ของ Justice League จากค่าย DC ได้

2) รายได้ทั้งหมดทั่วโลกของ Fant4stic ($168 ล้าน ในช่วงเวลา 2.5 เดือน)

แม้ Black Panther จะยังไม่สามารถเอาชนะ Justice League ในส่วนของรายได้ทั่วโลกได้ แต่สำหรับ Fant4stic จากค่าย Fox ซึ่งสร้างใหม่จากภาพยนตร์ชุด Fantastic 4 นั้น Black Panther สามารถชนะได้อย่างขาดลอย

3) รายได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ ของ Thor ($181 ล้าน), Captain America: The First Avenger ($176 ล้าน), Ant Man ($180 ล้าน), Doctor Strange ($232 ล้าน), The Incredible Hulk ($134 ล้าน), Thor: The Dark World ($206 ล้าน)

เมื่อนำมาลองเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฉายเดี่ยวจาก Marvel ด้วยกัน ก็เป็นน่าชื่นใจสำหรับ Black Panther ที่สามารถแซงหน้าภาพยนตร์กลุ่มนี้ได้ในสหรัฐฯ มีเพียง Iron Man, Guardians of the Galaxy และ Spider-Man เท่านั้นที่ยังมีรายได้ทั้งหมดในสหรัฐฯ มากกว่ารายได้ของ Black Panther ในสหรัฐฯ 4 วัน ดังนั้น Black Panther ยังมีเวลากอบโกยรายได้อยู่ และอาจจะสามารถเอาชนะ 3 เรื่องที่ว่ามาก็เป็นได้??

4) รายได้ 6 วันแรกในสหรัฐฯของ Avengers: Age of Ultron ($227 ล้าน)

น้อยคนนักที่จะคาดคิดว่า Black Panther จะสามารถเอาชนะรายได้ 3 วันแรกของ Avengers: Age of Ultron ($192 ล้าน) ได้ ผลปรากฏว่า Black Panther สามารถทำได้มากกว่านั้นเพราะถึงขั้นเอาชนะรายได้ 6 วันแรกของ Avengers: Age of Ultron ได้เฉยเลย

5) รายได้ 4 วันแรกในสหรัฐฯของ The Avengers ($226 ล้าน)

แม้รายได้ 3 วันแรกของ The Avengers จะมากกว่า 3 วันแรกของ Black Panther แต่รายได้วันที่ 4 ของ Black Panther ก็มากพอที่จะเอาชนะ The Avengers ได้ นี่อาจเป็นเพราะช่วงฉาย Black Panther นั้นได้วันจันทร์เป็นวันหยุด ทว่ามากกว่าก็คือมากกว่า และความคิดที่ว่า Black Panther อาจจะมีรายได้รวมเท่า The Avengers ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ

6) รายได้ 11 วันแรกในสหรัฐฯของ Avatar ($232 ล้าน)

Avatar คือภาพยนตร์ที่กวาดรายได้ไปมหาศาล (รายได้รวมในสหรัฐฯ: $760 ล้าน) แต่ Black Panther สามารถแซงหน้ารายได้ 11 วันของ Avatar ได้ภายในเพียง 4 วัน ต้องรอดูกันต่อไปเพราะ Avatar เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เรื่อยๆ ต่างจากภาพยนตร์อื่นๆ ที่มักจะมีรายได้กระจุกอยู่แค่ช่วงแรกที่ฉาย ส่วน Black Panther ก็ได้รับฟีดแบ็กดีจากคนดู คะแนน A+ จาก Cinemascore มักนำไปสู่รายได้รวมที่ 4.8 เท่าของรายได้ในช่วงเปิดตัวสุดสัปดาห์แรก จึงคาดคะเนว่ารายได้โดยรวมของ Black Panther อาจจบที่ $968 ล้าน ซึ่งจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดในสหรัฐฯ และจะสามารถเอาชนะรายได้ $936 ล้านของ Star Wars: The Force Awaken ได้

ทีนี้ลองมาดูสถิติอื่นๆ ที่รายได้ของ Black Panther แซงหน้า นอกจากรายได้ภาพยนตร์กันบ้าง

7) ค่าลิขสิทธิ์ซูเปอร์ฮีโร่ Black Panther, Iron Man, Captain America และ Ant-Man ในปี 1998 ($25 ล้าน)

ในปี 1998 Sony ได้ปฏิเสธข้อเสนอของ Marvel ที่จะขายลิขสิทธิ์ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Black Panther, Iron Man, Captain America และ Ant-Man ในราคา $25 ล้านไป โดย Sony เลือกซื้อไปแค่ Spider-Man ในราคา $10 ล้านเท่านั้น เห็นได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่พลาดมากเพราะใน 10 ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ของ Marvel สามารถกอบโกยรายได้ไปประมาณ $14 พันล้าน

8) งบการสร้าง Black Panther ทั้งหมด ($200 ล้าน)

ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะแค่รายได้ 4 วันในสหรัฐฯ ก็สามารถแซงหน้าต้นทุนไปได้แล้ว

9) ค่าตัวของ Robert Downey Jr. สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Avengers: Infinity War และ Avengers 4 ($200 ล้าน)

Robert Downey Jr. ได้รับค่าตัวเป็นจำนวน $200 ล้าน สำหรับการแสดงภาพยนตร์ Avengers อีก 2 ภาค (แถมยังได้รับ $15 ล้านสำหรับการปรากฏตัว 10 นาทีใน Spider-Man: Homecoming)

ข้อมูลอ้างอิง:

http://www.dorkly.com/post/85977/9-things-black-panther-has-already-outgrossed

https://mgronline.com/entertainment/detail/9610000016048

http://www.dailymail.co.uk/news/article-5417105/Author-claims-Sony-turned-offer-buy-Marvel-catalog.html

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

กดรับสิทธิพิเศษเฉพาะคุณ