จีน ผู้ชนะตัวจริง

นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงวิกฤตตะวันออกกลางในปี 2026 มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่น่าทึ่งคือ จีนไม่เคยแพ้สงครามใหญ่ เพราะจีนแทบไม่เคยลงมือรบ แต่กลับสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากซากปรักหักพังของสงครามที่คนอื่นก่อได้เสมอ

สิ่งนี้ทิ้งคำถามสำคัญที่นักยุทธศาสตร์ทั่วโลกต่างเฝ้าหาคำตอบมาหลายทศวรรษ นั่นคือ จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจระดับโลกได้อย่างไร? ทั้งที่ไม่มีชัยชนะในสมรภูมิใหญ่ยุคใหม่ ไม่เคยแผ่อิทธิพลผ่านการล่าอาณานิคม และไม่เคยใช้กำลังทหารเข้าครอบงำสถาบันระหว่างประเทศเหมือนมหาอำนาจในอดีต

คำตอบซ่อนอยู่ในยุทธศาสตร์ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่จีนทำไม่ใช่การทำสงคราม แต่คือการใช้ความอดทนในการ “รอ สังเกต และตักตวง” ผลลัพธ์จากการขยายตัวเกินขอบเขตของตะวันตก จนกลายเป็นผู้ชนะที่แท้จริงโดยแทบไม่ต้องออกแรง

สงครามโลกครั้งที่ 2: บาดแผลที่แลกมาด้วย “ตั๋ว VIP” บนเวทีโลก

หนานจิง

การบุกรุกที่หนานจิง | Source: Digital Inquiry Group

ในปี 1937 เมื่อญี่ปุ่นบุกจีนและสังหารหมู่ที่หนานจิง จีนเป็นเหยื่อไม่ใช่ผู้เล่น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกสิ้นสุด เพราะในโต๊ะเจรจาที่ซานฟรานซิสโกปี 1945 จีนก็เดินเข้าไปนั่งในฐานะ “ผู้ชนะ” เนื่องจากสามารถตรึงกำลังทหารญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล (กว่า 1 ล้านนาย) ไว้ในแผ่นดินจีนได้นานถึง 8 ปี ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดไปจัดการกับสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก หรือบุกสหภาพโซเวียตทางทิศเหนือได้ แม้กองทัพจีนจะไม่ใช่กำลังหลักที่เอาชนะญี่ปุ่นก็ตาม

ด้วยสถานะนั้น จีนได้ที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติพร้อมสิทธิยับยั้ง (Veto) ซึ่งแปลว่าไม่มีมติใดในโลกที่ผูกพันจีนได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจีนเอง นี่คือสถาปัตยกรรมทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุดชิ้นหนึ่งที่มนุษย์เคยสร้าง และจีนได้มันมาจากสงครามที่คนอื่นรบแทนส่วนใหญ่

สงครามเย็น: นักล่าผลประโยชน์ พลิกขั้วเพื่อกอบโกย

จีน สงครามเย็น

จีนในช่วงสงครามเย็น | Source: War on the Rocks

ในช่วงสงครามเย็นที่โลกถูกแบ่งเป็นสองขั้ว สหรัฐฯ และโซเวียตพยายามบังคับให้ทุกประเทศเลือกข้าง จีนเองก็เลือกครับ แต่เป็นการเลือกแบบ “นักล่าผลประโยชน์” ที่เปลี่ยนฝั่งตามจังหวะเพื่อดึงกำไรเข้าหาตัวเองให้มากที่สุด โดยมีแผนแยบยลดังนี้

  1. ช่วงตักตวง เกาะกระแสโซเวียตเพื่อสร้างตัว

ในช่วงแรก จีนเลือกยืนข้างโซเวียตเพราะต้องการ “ทางลัด” ในการสร้างประเทศ จีนกอบโกยทุกอย่างที่ทำได้ ทั้งเทคโนโลยีอาวุธล้ำสมัย โรงงานอุตสาหกรรมหนัก และองค์ความรู้จากวิศวกรโซเวียตนับพันคน จนกระทั่งจีนเริ่มแข็งแรงพอที่จะยืนด้วยขาตัวเองได้

  1. ช่วงปลดพันธนาการ กล้าแตกหักเมื่อเริ่มถูกคุม

เมื่อโซเวียตเริ่มทำตัวเป็น “พี่ใหญ่” ที่ข่มเหงและเรียกร้องมากเกินไป จีนก็เลือกที่จะตัดสัมพันธ์ทันที ความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียตในปี 1961 ที่หลายคนมองว่าคือความเสี่ยง กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นมหาอำนาจอิสระ ที่ไม่ต้องฟังคำสั่งจากใครอีกต่อไป

  1. ช่วงก้าวกระโดด พลิกวิกฤตเป็นพันธมิตรกับศัตรู

จังหวะที่เหนือชั้นที่สุดคือปี 1972 เมื่อจีนหันไปจับมือกับศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐฯ ในยุค ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) การจับมือครั้งนี้คนมักมองว่าสหรัฐฯ ได้ประโยชน์ในการคานอำนาจโซเวียต แต่ความจริงแล้ว “จีนคือผู้ชนะตัวจริง” เพราะการเปิดประตูบ้านรับสหรัฐฯ ในวันนั้น คือการปลดล็อกให้จีนเข้าถึงขุมทรัพย์ที่โซเวียตให้ไม่ได้ นั่นคือ ตลาดโลก เทคโนโลยีระดับสูง และเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากตะวันตก ที่สำคัญคือจีนได้สิ่งเหล่านี้มาพัฒนาประเทศจนรุ่งเรือง โดยไม่ต้องแลกด้วยการสูญเสียอำนาจทางการเมืองแม้แต่นิดเดียว

โซเวียตล่มสลาย: เมื่อโลกฉลอง จีนแอบซุ่มกวาดเค้กที่เหลือ

กำแพงเบอร์ลิน

การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์การสิ้นสุดสงครามเย็น | Source: CNN

เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลายในปี 1989 และสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 โลกตะวันตกโห่ร้องยินดีกับชัยชนะของเสรีประชาธิปไตย

ในเวลานั้นสหรัฐฯ ก็ประกาศความสำเร็จของตนเองในฐานะผู้ชนะสงครามเย็น และก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่กุมระเบียบโลกไว้ในมือ ขณะที่จีนกลับเฝ้ามองเงียบเชียบและมองเห็น ‘โอกาส’ ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

จีนมองเห็น ‘พื้นที่ว่างทางอำนาจ’ ที่เกิดขึ้นทันทีหลังการล่มสลายของโซเวียต ทั้งในเอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา ประเทศเหล่านี้กำลังเคว้งคว้างและดิ้นรนหาที่พึ่งใหม่ จีนจึงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ในวินาทีที่มหาอำนาจตะวันตกยุ่งอยู่กับการเฉลิมฉลอง จีนจึงเลือกกระโจนเข้าใส่ด้วยการส่ง ‘เงินทุน’ เข้าไปทำงานแทน

แม้การปฏิรูปเศรษฐกิจของ เติ้ง เสี่ยวผิง จะเริ่มมาตั้งแต่ปี 1978 แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการล่มสลายของโซเวียตคือ ‘ส้มหล่น’ ทางยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะมันทำให้จีนกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าดึงดูด สำหรับประเทศที่ไม่อยากเดินตามกติกาของตะวันตก 

จีนใช้ ‘เสิ่นเจิ้น’ เป็นต้นแบบความสำเร็จเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและดูดซับเทคโนโลยีจากทั่วโลก จนในที่สุดอาณาจักรโรงงานของมังกรก็แผ่ขยายไปทุกสารทิศ ภายใต้ป้ายชื่อที่โลกคุ้นเคยอย่าง ‘Made in China’

และในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมุ่งมั่นวางรากฐานระเบียบโลกใหม่ตามอุดมการณ์ของตน จีนกลับเลือกเดินหมากอย่างใจเย็นด้วยการเข้าเป็นสมาชิก WTO ในปี 2001 ซึ่งถือเป็น ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย’ ที่จีนเฝ้ารอเพื่อเปิดประตูสู่เวทีโลกอย่างเต็มตัว 

ภายใต้กฎกติกาที่ดูเหมือนจะเท่าเทียมกับทุกประเทศ จีนได้ใช้ความได้เปรียบทั้งจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำแต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ผสานกับกลไกของรัฐบาลที่พร้อมทุ่มงบประมาณอุดหนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างเต็มกำลัง จนสามารถรุกคืบและชิงความได้เปรียบในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว

สงครามต่อต้านการก่อการร้าย: 20 ปีที่สหรัฐฯ ติดหล่ม จีนเร่งสร้างอาณาจักร

911

โศกนาฏกรรม 9/11 | Source: BBC

เหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 ไม่เพียงสั่นสะเทือนโลก แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เอื้อประโยชน์ให้จีนอย่างมหาศาล เพราะในขณะที่สหรัฐฯ ติดหล่มสงครามในอัฟกานิสถานและอิรักนานกว่า 20 ปี และสูญเสียทรัพยากรไปกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 257 ล้านล้านบาท) จนละเลยภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 

จีนกลับใช้ช่วงเวลานี้เร่งสร้างรากฐานภายใน ทั้งเมืองใหม่ โครงข่ายคมนาคม และกองทัพ จนผงาดขึ้นเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกในปี 2010 และแผ่อิทธิพลผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อระดับโลก มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเส้นทางสายไหม) ในพื้นที่ที่สหรัฐฯ ทอดทิ้ง

ผู้ชนะที่ไม่ต้องยิงสักนัด

ช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซ | Source: The New York Times

ในปี 2026 ประวัติศาสตร์กำลังฉายซ้ำผ่านวิกฤตสหรัฐฯ–อิหร่าน ท่ามกลางปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันเข้าหาจีน เปิดช่องให้จีนได้ซื้อน้ำมันราคาถูกกว่าตลาด 18% พร้อมทำสัญญายุทธศาสตร์ 25 ปี และกักเก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้ได้นานถึง 4 เดือน 

สภาวะนี้บีบให้สหรัฐฯ ต้องตรึงกำลังในตะวันออกกลาง จนเหลือกองเรือบรรทุกเครื่องบินในแปซิฟิกเพียงกองเดียว ซึ่งเป็นโอกาสทองที่จีนได้รับมาโดยไม่ต้องออกแรงยิงสักนัด

แม้จีนจะมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ หรือถูกตั้งคำถามเรื่องท่าที ‘ทูตสองหน้า’ ที่เน้นเพียงผลประโยชน์ตนเอง แต่หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะพบรูปแบบที่ชัดเจนว่า ทุกครั้งที่โลกปั่นป่วน ไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็นหรือสงครามต่อต้านการก่อการร้าย จีนมักจะเป็นฝ่ายเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เสมอ โดยแทบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อหรือทรัพยากรของตนเอง

โอกาสลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน

KFCHINA-T10PLUS-A เป็นกองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีน ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และอยู่ในดัชนี Hang Seng Tech Index ประมาณ 11 บริษัท โดยเน้นเฉพาะธุรกิจมีความเกี่ยวข้องกับธีมเทคโนโลยี และให้น้ำหนักเท่ากัน


อ้างอิง: The World Economic Forum, National Bureau of Economic Research, The Korean Journal of International Studies, Carnegie Endowment for International Peace, PMC, Centre for European Reform, Hudson Institute, Digital Inquiry Group, War on the Rocks, The New York Times

คำเตือน: กองทุนนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | กองทุนนี้เป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

 

TOP11NVM