ยุโรป อินเดีย

สหภาพยุโรป (EU) และอินเดีย บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ หลังการเจรจาที่ยืดเยื้อนานเกือบ 20 ปี ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแรงกดดันจากนโยบายภาษีเชิงรุกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เราปิดดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” พร้อมย้ำว่า ข้อตกลงนี้สร้างเขตการค้าเสรีที่มีประชากรรวมกว่า 2,000 ล้านคน และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย เรียกข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็น “ข้อตกลงการค้าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย” ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคการผลิต ภาคบริการ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจอินเดีย

ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียตกลงยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป 96.6% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมด โดยคาดว่าจะช่วยให้การส่งออกสินค้าของ EU ไปยังอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2032 ขณะที่ EU จะทยอยลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียถึง 99.5% ภายในระยะเวลา 7 ปี

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ อินเดียยอมเปิดโควตานำเข้ารถยนต์จากยุโรปสูงสุด 250,000 คัน ภายใต้อัตราภาษีพิเศษ ลดลงจากเดิมที่สูงถึง 110% เหลือเพียง 10% ซึ่งถือเป็นโควตาที่ใหญ่กว่าข้อตกลงการค้าล่าสุดของอินเดียหลายเท่าตัว นอกจากนี้ อินเดียยังลดภาษีนำเข้าไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารแปรรูป เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน สินค้าส่งออกหลักของอินเดีย เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ รองเท้า หนัง เคมีภัณฑ์ และโลหะพื้นฐาน จะได้รับสิทธิปลอดภาษีในตลาดยุโรป ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นและได้รับผลกระทบหนักจากภาษีสหรัฐฯ

นอกเหนือจากมิติการค้า ข้อตกลงนี้ยังขยายไปสู่ความร่วมมือด้านบริการกว่า 144 สาขา รวมถึงการเคลื่อนย้ายนักศึกษา วีซ่าหลังเรียนจบ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงฉบับใหม่ ครอบคลุมการพัฒนาและผลิตยุทโธปกรณ์ร่วมกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง

นักวิเคราะห์มองว่า การปิดดีลครั้งนี้สะท้อนการปรับขั้วเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย EU ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน ขณะที่อินเดียพยายามลดภาพลักษณ์ประเทศกีดกันทางการค้า และหาตลาดใหม่มาชดเชยผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ที่สูงถึง 50%


อ้างอิง: Bloomberg