
รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศยกระดับมาตรการความมั่นคงขั้นเด็ดขาด รวมถึงสั่งเคอร์ฟิวพื้นที่บางส่วนของกรุงปารีสตั้งแต่เวลา 23.00 น. และเตรียมเยียวยาภาคธุรกิจ หลังการชุมนุมประท้วงวิกฤตค่าครองชีพช่วงสุดสัปดาห์ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 550,000 คนทั่วประเทศ ทะลักสู่ความรุนแรง มีการทุบทำลายทรัพย์สินและปล้นสะดมร้านค้าหรูอย่าง Burberry และ Kenzo ส่งผลให้ยอดผู้ถูกจับกุมพุ่งถึง 2,397 ราย
ขณะที่ลอร็องต์ นูเญซ (Laurent Nunez) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ยอมรับความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรองที่ประเมินจำนวนและระดับความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริง พร้อมเสนอใบลาออก แต่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ปฏิเสธไว้
นอกจากมาตรการบนท้องถนน รัฐบาลยังเร่งกวาดล้างการนำสินค้าถูกปล้นไปขายต่อบนโลกออนไลน์ โดยอาน เลอ อา น็องฟ์ (Anne Le Hénanff) รัฐมนตรีดิจิทัล เตรียมเข้าพบผู้บริหารแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Amazon, eBay และแพลตฟอร์มมือสอง เพื่อบังคับลบรายการสินค้าสงสัยและดำเนินคดีผู้รีเซลอย่างเด็ดขาด
ด้านภาคเอกชนประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึงหลายร้อยล้านยูโร (คิดเป็นเงินไทยกว่าหมื่นล้านบาท) และกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หลังโรงแรมห้าดาวในปารีสเริ่มถูกยกเลิกการจอง ขณะที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ต้องปิดทำการชั่วคราวจากการปิดล้อมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา

นักวิเคราะห์เตือนว่า แรงกดดันจากม็อบจะยิ่งทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยของ นายเซบัสเตียน เลอคอร์นู (Sébastien Lecornu) ผ่านร่างงบประมาณปี 2027 และลดยอดขาดดุลการคลังที่สูงถึง 5% ของ GDP ได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
บรรยากาศทางการเมืองทวีความร้อนแรงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยมารีน เลอ เปน (Marine Le Pen) ผู้นำฝ่ายขวาจัดที่มีคะแนนนำในโพล ออกมาโจมตีรัฐบาลว่าปล่อยให้ประเทศตกเป็นตัวประกันของความรุนแรง และกล่าวหากลุ่มซ้ายจัดว่าอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่น ขณะที่ประธานาธิบดีมาครงระบุว่าประเทศต้องการความสงบเรียบร้อย พร้อมเตรียมเดินทางเยือนกลุ่มประเทศอาหรับเพื่อเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
ทั้งนี้ เหตุความไม่สงบได้ลุกลามไปยังอิตาลี เบลเยียม โปรตุเกส และอัลเบเนีย แล้ว ขณะที่สหภาพแรงงานฝรั่งเศสนัดหยุดงานประท้วงใหญ่อีกครั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้
อ้างอิง: Bloomberg