สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

เมื่อวันอังคารที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปร่วมงาน LINE ScaleUp Demo Day ซึ่งจัดที่ Gaysorn Urban Resort งานนี้พิเศษมากเพราะเป็นเวทีที่เหล่าสตาร์ตอัพในโครงการจะได้นำเสนอแผนงาน (pitch) ต่อหน้า Venture Capitalist ทั้งไทยและเทศ พร้อมเปิดตัวฟังก์ชั่นเด็กๆ ทั้งที่เคยทำ และที่ทำร่วมกับ LINE ซึ่งจากที่เราได้ฟังมา แต่ละเจ้าต่างงัดทีเด็ดมาประชันกันอย่างเต็มที่ งานนี้จึงเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก สำหรับบทความนี้ เราจะขอมาสรุปใจความหลักๆ ของงานนี้ว่าแต่ละสตาร์ตอัพมีความโดดเด่นอย่างไร

ความตั้งใจของ LINE ScaleUp

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

ก่อนอื่นเลย งานเปิดตัวด้วยคุณ Jayden Kang ผู้เป็น Chief Strategy Officer ของ LINE ประเทศไทย และเป็นหัวเรือใหญ่ของโครงการ LINE ScaleUp ด้วย ถ้าใครยังงงๆ ว่า LINE ScaleUp คืออะไร จะขอสรุปให้สั้นๆ ว่า นี่คือโครงการช่วยบ่มเพาะสตาร์ตอัพสัญชาติไทย ติดอาวุธให้สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ รวมถึงเปิดโอกาสให้ได้พบเจอ Venture Capitalist ทั้งไทยและเทศที่จะมาลงทุนกับพวกเขาด้วย โครงการ LINE ScaleUp นี้ตอนแรกมีสตาร์ตอัพสมัครเข้าร่วมกว่า 100 บริษัท แต่สุดท้ายก็คัดเหลือแค่ 6 เจ้าเท่านั้นที่จะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปสุดเข้มข้นที่จะช่วยเสริมกำลังทักษะแต่ละด้าน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่แต่ละเจ้าสามารถนำไปประยุกต์ใช้กัน ซึ่งโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายคือ ช่วยให้สตาร์ตอัพไทยที่ร่วมโครงการ กลายเป็นบริษัทสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์น (Unicorn) ได้

คำว่า “ยูนิคอร์น” ไม่ใช่คำที่คิดขึ้นมาเล่นๆ มันมีความหมายคือ ธุรกิจที่มีมูลค่า 1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งในประเทศไทยนั้นเรายังไม่มีบริษัทดังกล่าว ถามว่า LINE ScaleUp จะช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง? คุณเจย์เดนเล่าว่ามี 3 ทางหลักๆ คือฝั่ง Business Solution, Strategic Partnership และ Deep Integration

Business Solution คือการมอบเครื่องมือที่จะช่วยให้ต่อยอดธุรกิจได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบ Miniapp หรือเรียกง่ายๆ ว่า “แอปในแอป” ซึ่งเหล่าธุรกิจสามารถนำฟังก์ชั่นของตัวเองมาฝังใน LINE ที่มีผู้ใช้ในประเทศไทยกว่า 44 ล้านคนได้ ทำให้เข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น สำหรับประเทศไทย นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้ใช้งาน Miniapp กับสองแอปฯ แรกของไทย นั่นคือ Seekster และ FINNOMENA

Strategic Partnership คือการร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ของ LINE เช่น LINE TV, LINE TODAY, LINE MAN เพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากขึ้นอีก ส่วน Deep Integration คือการนำระบบของ LINE ไปพัฒนาประยุกต์ให้ตอบโจทย์ธุรกิจต่อ เช่น การใช้ LINE Official Account ต่อยอดให้ลูกค้าสามารถใช้บริการของแต่ละสตาร์ตอัพในนั้นได้

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คุณเจย์เดนบอกว่า ภารกิจของ LINE ScaleUp ไม่ใช่การบอกว่าแต่ละธุรกิจควรเป็นอย่างไร แต่คือการสนับสนุนให้แต่ละธุรกิจดำเนินไปในทิศทางที่ตนอยากจะเป็น ผ่านการใช้ LINE เป็นส่วนประกอบ

ทีนี้ เราลองมาดูกันว่า สตาร์ตอัพทั้ง 6 คือเจ้าไหนบ้าง พวกเขาทำอะไร มีแผนอย่างไร แล้วนำ LINE มาประกอบธุรกิจอย่างไรบ้าง

1. Choco CRM

Founder & CEO : คุณไมค์ สิรสิทธิ์ สุริยพัฒนพงศ์

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

เพราะปัจจุบันธุรกิจสามารถรวบรวมข้อมูลลูกค้าได้มากมาย การทำการตลาดแบบ “พิมพ์เดียวให้ทุกคน” นั้นไม่สามารถใช้การได้อีกแล้ว… นี่คือสตาร์ตอัพสาย B2B (Business-to-Business) ที่มุ่งเน้นพัฒนาแพลตฟอร์ม Digital Marketing สำหรับระบบดูแลลูกค้า Customer Relationship Management (CRM) และระบบจัดการหน้าร้าน Point-of-Sale (POS) หากธุรกิจไหนกำลังตามหาเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยบริหารสินค้าบริการและลูกค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น Choco CRM คือคำตอบ โดยธุรกิจสามารถปรับแต่งระบบได้ตามใจชอบ สำหรับลูกค้าผู้ใช้งานอย่างเราๆ ถ้านึกไม่ออกก็คือพวกแอปฯ ของร้านต่างๆ ที่มีระบบสมาชิก หรือระบบสะสมแต้มนั่นละ

ขณะนี้ลูกค้าของบริษัทมีทั้งองค์กรใหญ่ๆ จำนวน 100 ราย และบริษัท SME จำนวน 15,000 ราย เรียกได้ว่านี่เป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ ตอนนี้ Choco CRM ได้ขยายฐานไปทาง LINE ด้วยการทำระบบสมาชิกผ่าน LINE Official Account ซึ่งก็กำลังจะมีเทคโนโลยีใหม่มาประกอบอย่าง DASS (Data as a Service) เพื่อทำการจัดเก็บ วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลออกไป ถือเป็นอีกเครื่องมือการทำการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ

แผนของพวกเขาคือการเชื่อมโยง DASS กับ Amazon Personalize เพื่อใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning ซึ่งเงินลงทุนซีรีส์ B รอบนี้จะช่วยให้ระบบ DASS แข็งแกร่งขึ้น นี่ยังเป็นช่วงเวลาดีสำหรับการลงทุนเพราะทีมมีเป้าหมายที่แข็งแรงขึ้น บุคลากรที่เจ๋งขึ้น และการเติบโตที่เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยแผนต่อไปของ Choco CRM คือการสร้าง Personalized Message หรือก็คือข้อความที่แตกต่างกันไปตามบุคคล  ทุกวันนี้เราอาจจะได้ข้อความเหมือนกับเพื่อนของเรา แต่อนาคต ระบบจะประมวลผลจากพฤติกรรมของเราแล้วสร้างข้อความเพื่อเราโดยเฉพาะ

Visit http://www.chococard.co.th
Add LINE : @chococard

2. ClaimDi

Founder & CEO : คุณแจ็ค กิตตินันท์ อนุพันธ์

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

บริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2000 ในฐานะซอฟต์แวร์เฮ้าส์ แต่เพิ่งแปลงโฉมโมเดลธุรกิจให้เป็นสตาร์ตอัพเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน นี่คือสตาร์ตอัพที่จะช่วยให้ชีวิตของคนเคลมประกันอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นง่ายขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เชื่อมกับเครือข่ายพนักงานเคลมประกัน เมื่อเกิดเหตุเมื่อไร ก็สามารถแจ้งในแอปฯ เพื่อเรียกพนักงานได้เลย โดยในปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอปกว่า 1.6 ล้านครั้ง ทางด้านบริษัทก็มีพนักงานเคลมประกันถึง 10,000 คน ถือเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย รายแรกของประเทศไทยที่ไม่มีคู่แข่งโดยตรง ขนาดที่ว่าบริษัทประกันรถยนต์ทุกบริษัทใช้บริการ ClaimDi นั่นละ และพวกเขาพร้อมแล้วที่จะมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้!

การเกิดขึ้นของ ClaimDi ทำให้เราไม่ต้องยื่นเรื่องเคลมประกันแบบมือต่อมืออีกต่อไป เราแค่ทำผ่านออนไลน์ก็ได้สะดวกรวดเร็ว ประหยัดต้นทุนของบริษัทประกันด้วย ตัว ClaimDi นั้นมีบริการทั้งหมด 4 อย่าง คือ Biker (พนักงานเคลมประกัน) Consumer (แอปฯ สำหรับผู้ใช้งาน) Call  (พนักงานรับสาย 60 คน) Assistance (ให้บริการซ่อมสิ่งต่างๆ) ตอนนี้ ClaimDi มีสาขา 16 สาขาทั่วประเทศไทย เงินเดือนสูงสุดของพนักงานเคลมประกันคือ 85,000 บาท (พูดถึงตรงนี้ ทุกคนตาวาวเลยทีเดียว)

แผนในอนาคตของ ClaimDi คือการขยายไปยังอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน เช่น ที่อยู่อาศัย แต่สำหรับปีนี้ ClaimDi ได้ทำหลายอย่างมาก ทั้งแอปฯ Me Claim ที่ช่วยเชื่อมโยงอุบัติเหตุรถยนต์กับพนักงานเคลมประกันและตำรวจจราจร ทำให้ไม่ต้องรอนาน นอกจากนี้ก็ได้เชื่อมต่อกับ LINE Official Account เพื่อให้ผู้ใช้สามารถกดขอความช่วยเหลือได้ผ่าน LINE หรือดู Live Streaming สถานการณ์บนท้องถนนก็ได้

Visit https://www.claimdi.com/
Add LINE : @claimdi

3. FINNOMENA

Founder & CEO : คุณเจท เจษฎา สุขทิศ

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

เชื่อไหมว่าในปี 2050 กว่า 25% ของประชากรไทยจะเกษียณแบบเงินไม่พอ! นี่คือแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารความมั่งคั่ง (Digital Wealth Management Platform) ที่เริ่มต้นจากภารกิจช่วยเหลือคนไทย 1 ล้านคนให้มีเงินใช้หลังเกษียณ แต่ตอนนี้ด้วยศักยภาพต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น แค่ 1 ล้านคงไม่พอ ขอเพิ่มเป็น 10 ล้านเลย! ถึงอย่างนั้น คนไทยแค่ 10% เท่านั้นที่มีบัญชีสำหรับการลงทุน เทียบกับ 50% ในประเทศพัฒนาแล้ว นั่นเพราะส่วนใหญ่ไม่มีความรู้และผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำ ไหนจะขั้นตอนการเปิดบัญชีที่ยุ่งยากอีก

FINNOMENA นั้นมีระบบที่ช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่าย ตอบโจทย์ทุกเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเริ่มต้น คนที่อยากเก็บเงินก้อน คนที่อยากได้ปันผล หรือคนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ทาง FINNOMENA เขามีพอร์ตการลงทุนหลากหลายรูปแบบให้เลือก ที่เด่นๆ ก็เช่นพอร์ตตามเป้าหมาย (Goal-Based) พอร์ตตามธีมสินทรัพย์ (Thematic) และพอร์ตที่สร้างโดยกูรูด้านการลงทุน (Crowdsourcing) ซึ่งใช้เทคโนโลยี Robo-Advisors มาช่วยเสริมสร้างประสบการณ์อันลื่นไหลให้นักลงทุนมากขึ้น และใช Machine Learning เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน โดยตอนนี้ FINNOMENA มีทรัพย์สินภายใต้การดูแล เกือบๆ จะ 8 พันล้านบาทแล้ว

ก้าวล่าสุดของ FINNOMENA คือการประยุกต์ LINE ให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางแห่งการเข้าถึงการลงทุน โดยเริ่มตั้งแต่การมีแหล่งความรู้ด้านการเงินการลงทุนทั้งบทความและวิดีโอ แถมยังเริ่มสร้างแผนลงทุนได้ง่ายๆ ผ่าน LINE เลยด้วย อย่างที่เรากล่าวไปตอนต้น FINNOMENA คือหนึ่งในสองเจ้าแรกที่มี Miniapp ในประเทศไทย โดย Miniapp ตัวนี้จะเป็นที่รวบรวมข้อมูลด้านการเงินการลงทุนแบบครบสูตร ตั้งแต่หุ้น กองทุน ดัชนี ทอง และในอนาคตจะมีสลากออมทรัพย์กับคริปโตฯ ด้วย ตรงกับเป้าหมายของ FINNOMENA นั่นก็คือ Financial Life on LINE ครบจบลูปใน LINE ตั้งแต่เริ่มต้นหาความรู้ ไปจนถึงลงมือลงทุนกันจริงๆ เลย

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ

Visit https://www.finnomena.com
Add LINE : @finnomena

4. GoWabi

Founder & CEO : คุณ Samir Cherro

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

แพลตฟอร์มนี้น่าจะเป็นขวัญใจของสาวๆ หลายคน โดย GoWabi นั้นคือแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างร้านที่ให้บริการด้านความสวยความงาม (เช่น นวด สปา ทำเล็บ ฯลฯ) กับผู้ใช้งานที่ต้องการจองใช้บริการ หากไม่รู้ว่าจะไปทำผมทำเล็บที่ไหนดี การเข้ามาดู GoWabi ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะนอกจากจะรวบรวมผู้ให้บริการกว่า 1,000 รายแล้ว ยังมีรีวิวจากผู้ใช้งานจริง รวมถึงส่วนลดพิเศษในช่วงเวลา off-peak อีกด้วย เพิ่มยอดขายให้ร้านค้าอีกทางหนึ่ง โดยร้านค้าสามารถดูตารางเวลาลูกค้าผ่าน GoWabi ได้ ส่วนผู้ใช้บริการก็สามารถสะสมแต้ม เป็น cash back ไว้ใช้ในการซื้อครั้งต่อๆ ไป เป็นฟังก์ชั่นที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้ดีมาก

รายได้ของ GoWabi แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากค่านายหน้า (commission) ที่หักจากการซื้อบริการแต่ละที นอกจากนั้นก็มีมาจากโฆษณา แล้วก็ GoWabi@Work ซึ่งเป็นบริการจัดให้ออฟฟิศโดยเฉพาะ ตอนนี้ GoWabi ให้บริการในประเทศไทยและอินโดนีเซีย มีอัตราการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 40% ต่อไตรมาส ตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้ง (Q3 2016) ถือว่าโตขึ้นเยอะมากๆ

GoWabi นั้นใช้ LINE มาตั้งแต่ปี 2017 แล้ว กับ Official Account ที่มีโปรโมชั่นมาอัปเดตผู้ติดตามเรื่อยๆ และบริการจองคิวในนั้นเลย ในเร็วๆ นี้ GoWabi เองก็จะมี Miniapp เช่นกัน สำหรับเงินทุนครั้งใหม่ในซีรีส์ A นี้ ทาง GoWabi ก็วางแผนจะใช้ลงทุนกับการขยายไปยังต่างประเทศ และระบบ HR กับเทคโนโลยีในบริษัท

Visit https://www.gowabi.com
Add LINE : @gowabi

5. Seekster

Founder & CEO : คุณ Sahib Anandsongvit

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

บ้านรกจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อใช้ Seekster – นี่คือแพลตฟอร์มเชื่อมโยงผู้ใช้งานกับผู้ให้บริการด้านการทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นทำความสะอาดห้อง ล้างแอร์ ซักผ้า ซึ่งทาง Seekster บอกว่านี่เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก มีความต้องการสูง แต่ปัญหาก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว มันยากที่จะหาผู้ให้บริการที่น่าไว้วางใจ อีกทั้งในตลาดเองก็ให้ผลตอบแทนผู้ให้บริการไม่สูงเท่าไรด้วย Seekster เลยจัดตั้งขึ้นมา มีโครงการ Seekster Academy ฝึกพนักงานทำความสะอาดที่ได้มาตรฐาน เหล่าพนักงานจะได้รับรายได้ที่มั่นคง ผู้ใช้บริการก็วางใจได้ว่าผู้ให้บริการนั้นได้มาตรฐาน

ตอนนี้ Seekster มีบริการที่ครอบคลุมในกรุงเทพฯ พัทยา ชลบุรี และเชียงใหม่ โมเดลธุรกิจของ Seekster มี 3 แบบ คือ 1. On-Demand เรียกใช้บริการแบบครั้งต่อครั้ง 2. Subscription เรียกใช้บริการแบบแพ็กเกจ เช่น รายสัปดาห์-รายเดือน และ 3. Workforce ซอฟต์แวร์ที่จะช่วยกระจายงาน จับคู่งานในบริษัทต่างๆ ให้เข้ากับพนักงานที่อยู่ในท้องที่นั้นๆ เพื่อประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ตอนนี้มีผู้ใช้ Seekster มากกว่า 170,000 คน และมีผู้ให้บริการมากกว่า 18,000 คน

Seekster คืออีกหนึ่งสตาร์ตอัพที่มี Miniapp บน LINE แล้ว ใครอยากหาบริการทำความสะอาด สามารถกดจาก LINE ได้เลย นอกจากนี้ Seekster ยังจับมือกับ LINE MAN อีกด้วย ทำให้การเรียกใช้บริการสะดวกสบายขึ้นอีก

Visit https://seekster.co/
Add LINE : @seekster

6. Tellscore

Founder & CEO : คุณปู สุวิตา จรัญวงศ์

สรุปงาน LINE ScaleUp Demo Day 2019: 6 สตาร์ตอัพไฟแรง กับภารกิจสู่การเป็นยูนิคอร์นแห่งประเทศไทย

แพลตฟอร์มสายโซเชียลที่เชื่อมโยงระหว่าง Micro-Influencer กับ เจ้าของแบรนด์ หรือ เอเจนซี่ โดย Tellscore มีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาที่ว่าการที่แบรนด์หรือเอเจนซี่ทำงานกับ Influencers หลายรายในแคมเปญการตลาดแคมเปญเดียวนั้นช่างวุ่นวาย จะดีกว่าไหมถ้าสามารถเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน แจกจ่ายงานได้ง่ายๆ และตรวจวัดผลได้สบายๆ แบรนด์หรือเอเจนซี่สามารถตั้งโจทย์ได้ว่าอยากให้ Micro-Influencers พูดอะไร ไม่พูดอะไร เพื่อให้ message ของแบรนด์เป็นไปในทางเดียวกัน แล้วระบบ Machine Learning ก็จะช่วยจับคู่ Influencer ที่น่าจะเหมาะกับแบรนด์นั้นๆ โดยหมวดหมู่ของธุรกิจที่ฮิตที่สุดคือท่องเที่ยว บิวตี้ แม่และเด็ก และการเงิน

โมเดลธุรกิจของ Tellscore ก็คือค่านายหน้าที่แบรนด์หรือเอเจนซี่ต้องจ่าย ส่วน Micro-Influencers นั้นไม่ต้องเสียตังค์อะไร แค่ลงทะเบียนสมัครด้วยบัญชีโซเชียลมีเดียของตน ก็มีสิทธิ์ได้รับงานจาก Tellscore หากโปรไฟล์ตรงกับที่แบรนด์หรือเอเจนซี่ต้องการ โดย Tellscore นั้นให้บริการในประเทศไทย และเริ่มให้บริการอินโดนีเซียเมื่อเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ Tellscore ยังมีงานใหญ่ประจำปีอย่าง Thailand Influencer Award งานประกาศรางวัล Influencer ในหมวดหมู่ต่างๆ ด้วย

ทาง Tellscore เองก็ใช้ LINE ขยายฐาน ด้วย Official Account ที่เหล่าเจ้าของงานสามารถสร้างแคมเปญในนั้นได้ ส่วน Influencer ก็สามารถสมัครและรับงานผ่านทาง LINE ได้เช่นกัน

Visit https://www.tellscore.com
Add LINE : @tellscore

ปิดท้ายด้วยแผนของ LINE ScaleUp ในปี 2020

เมื่อเหล่าสตาร์ตอัพโชว์ของเสร็จกันไป ก็ต่อด้วยคุณเจย์เดน คังที่ขึ้นมากล่าวปิด ด้วยการเล่ามุมมองต่อแวดวงสตาร์ตอัพไทย รวมถึงแผนการในอนาคตของโครงการ LINE ScaleUp

คุณเจย์เดนบอกว่า เห็นสตาร์ตอัพไทยคึกคักแบบนี้ จริงๆ แล้ว นี่ยังเป็นเพียง Early Stage หรือระยะเริ่มต้นเท่านั้น ดูได้จากเงินลงทุนในสตาร์ตอัพไทยที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ประเทศไทยจึงยังต้องพัฒนาแวดวงสตาร์ตอัพต่อไป บนแก่นหลัก 3 ประการนั่นก็คือ ความเชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุน โดยคุณเจย์เดนบอกว่า ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีนั้น ยังเป็นที่ต้องการมากๆ เพื่อให้สตาร์ตอัพไทยไปได้ไกลกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเงินทุนก็จะไหลออกข้างนอกไปหมด ด้วยเหตุนี้ทาง LINE ScaleUp จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือสตาร์ตอัพไทยให้เข้าใกล้เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงสกิลด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนฝั่งเงินทุน ในปี 2019 นี้ประเทศไทยเพิ่งมีการลงทุนในสตาร์ตอัพเพียง $110 ล้านเท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงอย่างเวียดนาม ($263 ล้าน) และอินโดนีเซีย ($2,437 ล้าน) ทาง LINE ScaleUp จะช่วยเสริมตรงนี้ด้วยการตั้งเป้าลงทุนเป็นจำนวน $20 ล้าน ในปี 2019 นี้

ในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง ทาง LINE ScaleUp ก็ตั้งเป้าว่าจะนำแพลตฟอร์มของ LINE เข้าไปส่งเสริมการเติบโตของสตาร์ตอัพมากขึ้น โครงการ LINE ScaleUp ก็จะมี Batch ที่ 2 และมีโครงการ LINE ScaleUp eXpansion ที่จะดึงสตาร์ตอัพต่างชาติเข้ามาในไทยผ่านแพลตฟอร์มของ LINE นอกจากนี้ LINE ScaleUp ก็ยังคงร่วมมือกับ LINE Ventures เพื่อเชื่อมต่อกับนักลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นการสรุปเนื้อหาจากงาน LINE ScaleUp Demo Day ที่จริงๆ แล้วรายละเอียดยังมีอีกเยอะมาก ใครสนใจก็สามารถไปดูย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Ugdh7ibFCj8 นะ มาร่วมลุ้นและให้กำลังใจ ให้เกิดยูนิคอร์นในประเทศไทยเร็วๆ กันเถอะ

สำหรับสตาร์ตอัพที่อยากเข้าร่วมโครงการ LINE ScaleUp ไปดูรายละเอียดได้เลยที่ https://scaleup.line.me/

ที่มาบทความ: https://blog.finnomena.com/c54ee0c4cf09

nter logo

ลงทุนในกองทุนรวมที่ยอดเยี่ยม ปรึกษา FINNOMENA ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเป้าหมายการลงทุนแตกต่างกัน จึงต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด

ดูพอร์ตกองทุนแนะนำ