
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความประหลาดใจด้วยการเดินทางไปต้อนรับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ ภริยา เผิง ลี่หยวน ด้วยตนเองถึงข้างเครื่องบิน ณ ฐานทัพอากาศร่วมแอนดรูว์ส รัฐแมริแลนด์ นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 ทศวรรษที่ผู้นำสหรัฐฯ เดินทางไปต้อนรับผู้นำต่างชาติถึงรันเวย์ (หากไม่นับการรับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา) พร้อมกันนี้ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศบรรลุข้อตกลงขยายระยะเวลาพักสงครามการค้าออกไปอีก 2 เดือน โดยตั้งเส้นตายใหม่เป็นวันที่ 10 มกราคม เพื่อเปิดทางให้เจรจาทวิภาคีกันต่อ
พิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีทั้งการปูพรมแดง กองทหารเกียรติยศ ยิงสลุตอย่างเป็นทางการ และการบินผ่านของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 สองลำ การฉีกธรรมเนียมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์สร้างบรรยากาศเชิงบวกก่อนการประชุมสุดยอดระดับรัฐพิธี (State Visit) ครั้งแรกของสี จิ้นผิง ในวอชิงตันนับตั้งแต่ปี 2015 นักวิเคราะห์มองว่า การให้เกียรติอย่างล้นพ้นนี้ช่วยมอบภาพลักษณ์ความเท่าเทียมให้จีนบนเวทีโลก แต่ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ จะได้ผลตอบแทนเชิงนโยบายอะไรกลับมาเป็นการแลกเปลี่ยน
เบื้องหลังฉากหน้าอันชื่นมื่น ความตึงเครียดด้าน AI ยังคงเป็นประเด็นหลักที่มองข้ามไม่ได้ แม้ซิลิคอนวัลเลย์จะกังวลเรื่องความเสี่ยงของ AI แต่ทั้ง 2 มหาอำนาจกลับเห็นตรงกันว่า จะไม่ชะลอการพัฒนาลงเด็ดขาด เนื่องจากต่างมุ่งครองความเป็นใหญ่ทางเทคโนโลยี สหรัฐฯ พยายามรักษาตำแหน่งผู้นำ ส่วนจีนก็เร่งปิดช่องว่างอย่างหนัก สะท้อนจากการที่ Alibaba เปิดตัวชิป AI รุ่นใหม่ พร้อมประกาศสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ 20 จิกะวัตต์ เพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม
แม้จะไม่ยอมถอนคันเร่ง แต่การหารือเรื่อง AI ในซัมมิตครั้งนี้จะเน้นไปที่การสร้าง “กรอบความปลอดภัย” (Guardrails) และสายด่วนเตือนภัยฉุกเฉินเฉพาะเรื่อง มากกว่าการจำกัดความเร็วของการพัฒนา โดยน่าจะตกลงกันได้ในประเด็นความเสี่ยงด้านไซเบอร์และอาวุธชีวภาพ มากกว่าเรื่องจุดจบของมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม จีนมองว่าการที่อเมริการีบชูเรื่องความปลอดภัย AI ขึ้นมา เป็นเพียงกุศโลบายทางการเมืองเพื่อสกัดการเติบโตของจีน โดยเฉพาะในยามที่โมเดลแบบ Open-weight ของจีนกำลังได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ
ฝั่งการค้าและเศรษฐกิจ แม้จะขยายเวลาพักสงครามการค้าออกไป แต่ช่องว่างความขัดแย้งยังคงกว้าง สหรัฐฯ คาดหวังให้จีนเพิ่มยอดซื้อสินค้าเกษตรและเครื่องบิน รวมถึงการเข้าถึงแร่หายาก (Rare Earths) ที่จีนยังคุมเข้มการส่งออก ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าทางการจีนเข้ายึดชิ้นส่วนเครื่องบินรบสเตลท์ F-35 ที่ส่งเบี่ยงเส้นทางไปฮ่องกงอย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งอาจถูกยกขึ้นมาคุยบนโต๊ะเจรจา นอกจากนี้ การที่สี จิ้นผิง ไม่ได้นำคณะผู้บริหารภาคเอกชนร่วมเดินทางมาด้วย ก็ยิ่งลดโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ระหว่างภาคธุรกิจ
บทสรุปของการพบกันครั้งนี้จึงเป็นเพียงการบริหารจัดการความตึงเครียดมากกว่าการแก้ปัญหาระยะยาว คล้ายกับในยุคสงครามเย็นที่ อดีตประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ เคยต้อนรับ นิกิตา ครู้สชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต โดยทรัมป์พยายามใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวประคองสถานการณ์ ไม่ให้ร้าวลึกจนกลายเป็นความขัดแย้งเปิดกว้าง ทั้งในประเด็นการค้า AI และอธิปไตยเหนือเกาะไต้หวัน
อ้างอิง: Bloomberg