
ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งวาระที่ 2 พร้อมสัญญาคุมงบประมาณ ลดขนาดรัฐบาล ยุติสงคราม และเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อลดการขาดดุล แต่เพียง 19 เดือนแรก หนี้สาธารณะสหรัฐฯ กลับพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ รายจ่ายรัฐบาลและงบสงครามอิหร่านยังคงสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนชำระหนี้ปรับตัวขึ้นตามผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าวิกฤตการคลังนี้จะบีบให้รัฐสภาและประธานาธิบดีคนถัดไปต้องขึ้นภาษีหรือตัดสวัสดิการสังคม เช่น ประกันสังคม ด้าน มายา แมกจินิส (Maya MacGuineas) ประธาน Committee for a Responsible Federal Budget ระบุว่า แม้ทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นปัญหานี้ แต่การที่ฝ่ายนโยบายไม่ได้ทำอะไรเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นำประเทศ
สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ระบุว่า กฎหมายภาษีและตรวจคนเข้าเมืองในวาระที่ 2 สร้างหนี้เพิ่ม 4.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซ้ำรอยการลดภาษีในวาระแรกที่เคยเพิ่มหนี้ไป 8.4 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ทำเนียบขาวจะอ้างการปลดพนักงานและยกเลิกโครงการฟุ่มเฟือย แต่ตัวเลขการขาดดุลรายปีกลับลดลงเพียงเล็กน้อย และหยุดการเติบโตของหนี้สะสมไม่ได้
การปรับโครงสร้างรายได้ด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรและลดภาษีนิติบุคคล ยิ่งโยนภาระภาษีไปที่ภาคแรงงานและครัวเรือนรายได้น้อยถึงปานกลาง ขณะที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) อดีตหัวหน้าหน่วยงานประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ที่เคยรับปากจะตัดงบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กลับทำได้จริงเพียง 110,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (GAO) ตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องของตัวเลขดังกล่าว
ทรัมป์ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจที่โตได้ถึง 20% ต่อปีจะเป็นทางออก แต่นโยบายนี้ขัดแย้งกับคำเตือนของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ที่ระบุว่าการแห่ลงทุน AI ของภาคเอกชนกำลังแย่งสภาพคล่องในตลาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น จนยิ่งซ้ำเติมวิกฤตการเงิน
วิกฤตนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นตัวชี้ขาดว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้หรือไม่ แม้ผู้ลงคะแนนอาจยังไม่เห็นผลกระทบชั่วคราว แต่หนี้สะสมได้สะท้อนผ่านดอกเบี้ยจำนองบ้านที่สูงขึ้นตามพันธบัตรรัฐบาล และเงินเฟ้อที่แซงหน้าค่าจ้างไปแล้ว
อ้างอิง: Reuters