สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่อแววทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้น 4.4% กลับมาซื้อขายเหนือระดับ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เตรียมตรึงกำลังทหารเรือและนาวิกโยธินเพิ่มอีกเกือบ 10,000 นาย พร้อมส่งกลุ่มเรือจู่โจมบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt จากซานดิเอโกมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง

การเคลื่อนทัพครั้งนี้จะทำให้สหรัฐฯ มีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินในพื้นที่รวมเป็น 3 กลุ่ม ร่วมกับ USS George H.W. Bush และ USS George Washington ซึ่งเป็นการรวมกำลังครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตสงครามอิรักในปี 2003 เพื่อเพิ่มทางเลือกทางทหารให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หากตัดสินใจยกระดับการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอม

นักวิเคราะห์เตือนว่าการเปิดศึกยืดเยื้อและตรึงกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมกันถึง 3 กลุ่ม จะสร้างภาระหนักหน่วงต่อความพร้อมปฏิบัติการของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องเผชิญภาวะตึงตัวจากการขยายเวลาปฏิบัติหน้าที่ของเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นมาแล้ว 

ในขณะเดียวกัน ตลาดน้ำมันโลกกำลังตกอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัวอย่างหนัก หลังจากสงครามดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 8 จนสต็อกน้ำมันสำรองทั่วโลกถูกนำออกมาใช้ไปแล้วกว่า 500 ล้านบาร์เรล ซ้ำเติมด้วยการที่โรงกลั่นในจีนสั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในเดือนตุลาคมเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กดดันตลาดดีเซลทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง วิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังบีบให้อิหร่านต้องหาทางออก โดยล่าสุด Abbas Araghchi รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ส่งสัญญาณในระหว่างการหารือระดับทวิภาคีกับผู้แทนยุโรปและตะวันออกกลางนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า อิหร่านพร้อมจะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่กลับเข้าสำรวจโรงงานนิวเคลียร์ที่ถูกทิ้งระเบิดอีกครั้ง เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ และนานาชาติยอมผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ 

ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนถึงความกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาลเตหะราน หลังอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงเกือบ 90% ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงอย่างหนัก และมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ยอดการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านลดลงจนแทบเป็นศูนย์ในเดือนที่ผ่านมา

แม้ ประธานาธิบดี Masoud Pezeshkian ของอิหร่าน จะออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเพื่อยืนยันข้อเสนอดังกล่าว แต่ฝั่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าสหรัฐฯ พร้อมจะปลดล็อกอายัดทรัพย์สินและผ่อนปรนการคว่ำบาตรให้แก่อิหร่าน โดยทางการสหรัฐฯ ยืนยันคำเดิมว่า การจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ อิหร่านจะต้องยินยอมเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร พร้อมทั้งให้คำมั่นที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยุติพัฒนานิวเคลียร์ ส่งผลให้การเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายยังคงติดล็อกและหาข้อสรุปไม่ได้ในขณะนี้


อ้างอิง: Bloomberg

tax-saving-funds-2026