
CNBC รายงานว่า แม้ดัชนี S&P 500 หรือ Nasdaq จะพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) จากกระแสความคลั่งไคล้ในเทคโนโลยี AI แต่โครงสร้างภายในของตลาดกลับส่งสัญญาณที่เปราะบาง และเป็นแพทเทิร์นแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ Dot-Com ในปี 2000
ปรากฏการณ์ตลาดขาขึ้นที่กระจุกตัวอย่างรุนแรง ในขณะที่ดัชนีภาพรวมพุ่งทำนิวไฮ แต่ความจริงคือมีหุ้นในตลาดเพียงประมาณ 20 ตัวเท่านั้น ที่สามารถทำราคาจุดสูงสุดใหม่ได้พร้อม ๆ กับดัชนี
Michael Hartnett นักกลยุทธ์จาก Bank of America เปรียบเทียบให้เห็นว่า สถานการณ์นี้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2000 ที่ในตอนนั้น S&P 500 พุ่งสูง แต่ขับเคลื่อนด้วยหุ้น Big Cap เพียงหยิบมือเดียว ก่อนที่ตลาดจะดิ่งลงเหว
สำหรับสถานการณ์ตลาดนปัจจุบัน กลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) เป็นแกนหลักในการลากตลาด โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนดันดัชนี Nasdaq ให้ทำสถิติที่ดีที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ นำโดย
- AMD หุ้นพุ่งขึ้นถึง 50% ภายในเดือนเดียว
- Micron Technology พุ่งทะยานอย่างรุนแรงถึง 85%
- SK Hynix พุ่งขึ้น 81%
- Samsung Electronics ปรับตัวขึ้น 43%
สัญญาณเตือนจากภาคครัวเรือนอเมริกัน
ข้อมูลสถิติจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ชี้ว่าปัจจุบันครัวเรือนในสหรัฐฯ มีสัดส่วนการถือครองหุ้นสูงถึง 45% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมด ซึ่งตัวเลขนี้ทุบสถิติสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ การที่เม็ดเงินของประชาชนทั่วไปเข้าไปผูกติดกับตลาดหุ้นในสัดส่วนที่สูงขนาดนี้ หมายความว่าหากตลาดเกิดการปรับฐานรุนแรง หรือฟองสบู่แตกขึ้นมาจริง ๆ ความเสียหายจะไม่ได้อยู่แค่ใน Wall Street แต่จะลามเข้ากระทบต่อเงินออมและกำลังซื้อของภาคประชาชนในวงกว้างทันที
นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก เริ่มเตือนให้นักลงทุนลดความเสี่ยง และเตรียมพร้อมสำหรับการปรับพอร์ตไปสู่กลุ่มที่เน้นการตั้งรับ (Defensive Position)
แหล่งข่าว: CNBC