บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

กระแสสินทรัพย์ดิจิทัลในปีนี้ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะเหรียญขนาดใหญ่ที่สุดอย่างบิทคอยน์ จากช่วงต้นปีที่มีการเข้ามาถือครองบิทคอยน์จากสถาบันขนาดใหญ่ทั่วโลก มีการตั้ง ETF ETP ในที่ต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงการมี Bitcoin Futures, Bitcoin Options และ Crypto Hedge Fund เพื่อให้นักลงทุน/เก็งกำไรเข้ามาแสวงหาผลตอบแทนจากบิทคอยน์อย่างต่อเนื่อง

แล้วในไตรมาสที่ 4 ก็มีข่าวใหญ่ของบิทคอยน์อีกครั้งคือมีการตั้ง ETF Bitcoin ที่สามารถซื้อขายได้ในตลาดสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

ProShares Bitcoin Futures

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมามีการเปิดตัว กองทุน ProShares Bitcoin Strategy Fund ชื่อย่อว่า BITO ที่ตลาด The New York Stock Exchange เป็นกองทุนที่อ้างอิงกับราคา Bitcoin Futures และมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้ในวันแรกที่เปิดตลาดอย่างเป็นทางการมีปริมาณการซื้อขายประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นทำให้เป็น ETF ตัวใหม่ที่มีการซื้อขายสูงเป็นอันดับสองเป็นประวัติการณ์ (ข้อมูลจาก Bloomberg)

NAV เริ่มต้นวันแรกที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากเปิดตลาดก็ขยับขึ้นไป 4.85% ไปอยู่ที่ 41.94 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทาง  ProShares ETF นี้เข้าถือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบิทคอยน์ในตลาด Chicago-based CME จึงทำให้มีความแตกต่างในเรื่องของราคา EFT และราคา Bitcoin ในตลาด Spot ในบางช่วงแต่ก็อาจจะเป็นโอกาสให้นักเก็งกำไรเข้าทำ Arbitrage หรือการแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างตลาดหนึ่งกับตลาดหนึ่ง ที่สำคัญต้องไม่ลืมเรื่องต้นทุนในการ Rollover หรือการต่ออายุสัญญาก็จะมีผลให้ราคาผันผวนหรือแตกต่างจากราคา Bitcoin Spot

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

(กราฟการเคลื่อนไหวของ EFT (BITO) กับ Bitcoin Spot ในวันแรกที่เปิดการซื้อขาย)

Bitcoin Futures ETF ของ Valkyrie

Bitcoin Strategy ETF ของ Valkyrie เปิดตัวบนตลาด Nasdaq หลังจาก ProShares Bitcoin Strategy Fund ภายใต้สัญลักษณ์ BTF เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2021 มีมูลค่าการซื้อขายในวันแรกของการเปิดตัวที่ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คุณ Leah Wald CEO ของ Valkyrie กล่าวว่า Bitcoin Strategy ETF เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความโปร่งใสและมีการกำกับดูแล ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนมากขึ้น

ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังข่าวดี ETF

ราคา Bitcoin ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากความชัดเจนเรื่อง ETF ซึ่งปัจจุบัน (26/10/2021) ราคา Bitcoin ทำ All Time High เป็นที่เรียบร้อย ราคาล่าสุดในสกุลเงินบาทอยู่ที่ 2,080,000 บาทต่อหนึ่งบิทคอยน์ ส่วนราคาต่อดอลลาร์อยู่ที่ 62,720 หลายท่านจึงเห็นกระแสการพูดถึงราคาบิทคอยน์กันเยอะมากในช่วงนี้ ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนสถาบันก็เริ่มคุยกันถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการแบ่งสัดส่วนเงินในพอร์ตมาใน Bitcoin ETF เพราะก่อนหน้านี้ยังติดเรื่องข้อกำหนดในการลงทุน แต่เมื่อ ETF ของบิทคอยน์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ข้อกำหนดตรงนี้ก็อาจจะหมดไป

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

(กราฟราคา Bitcoin จาก Zipmex Exchange)

วิเคราะห์บิทคอยน์ด้วย On-Chain Analysis

ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลนอกจากจะวิเคราะห์ราคาจากเทคนิคอลแล้ว ยังสามารถนำข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดที่อยู่ใน Blockchain มาวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เมื่อราคาบิทคอยน์ทำ All Time High เช่นนี้ลองมาวิเคราะห์กันว่ามีข้อมูลอะไรน่าสนใจและการขึ้นครั้งนี้เป็นการปั่นราคาหรือเป็น Fund Flow ของจริง

In/Out of The Money Around Price

ข้อมูลชุดแรกของมาดูว่าในช่วงเวลาและช่วงราคาที่ผ่านมานักลงทุน/นักเก็งกำไรในบิทคอยน์มีสถานะพอร์ตเป็นอย่างไรกันบ้าง มีกำไร ขาดทุน เสมอตัว และเป็นสัดส่วนเท่าไหร่กัน ในภาษาการเงินก็คือ In The Money, At The Money, Out of The Money ซึ่งอาจจะนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจและหาแนวรับแนวต้านในอนาคตได้

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

จากภาพจะเห็นว่าในช่วงราคาตั้งแต่ 53,253-65,262 กว่า 90.41% มีสถานะกำไร 9.56% เสมอตัว 0.03% ขาดทุน สาเหตุที่ยังมีคนขาดทุนทั้ง ๆ ที่ราคาทำ All Time High ก็เพราะว่าราคามีการ Pull Back กลับมาเล็กน้อยหลังจากทำจุดสูงสุดใหม่ แต่เราจะเห็นว่านักลงทุน/เก็งกำไรส่วนใหญ่ตอนนี้มีกำไร เพราะฉะนั้นอาจจะมีการขายกำไรได้ตลอดหากราคาบิทคอยน์เริ่มผันผวนหรือมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาอีกครั้ง สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ต่อไปก็คือมีนักเก็งกำไรหน้าใหม่เข้ามาเยอะหรือไม่ เพราะหากมีการไล่ราคาจากเทรดเดอร์ที่มีกลยุทธ์หวังกำไรระยะสั้นซื้อบิทคอยน์ไปเยอะ เมื่อราคาเริ่มผันผวนก็อาจจะมีแรงเทขายจากเทรดเดอร์ระยะสั้นได้

Ownership by Held

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

Ownership by Held คือเครื่องมือที่ดูว่าคนที่ถือบิทคอยน์อยู่นั้น (คำนวณจาก Address Bitcoin ทั่วโลก) ถือมายาวเท่าไหร่โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาคือ ถือมากกว่า 1 ปี, ถือระหว่าง 1 เดือน – 1 ปี, ถือน้อยกว่า 1 เดือน

ในช่วงที่ราคาบิทคอยน์ขึ้นมา Peak ช่วงเดือนเมษายน 2021 และปรับฐานลงมากว่า 50% Ownership by Held แสดงข้อมูลชัดเจนว่ามีนักลงทุน/นักเก็งกำไรเข้าซื้อบิทคอยน์กันสูงมาก หลังจากนั้นราคาก็ถดถอยลงทันที แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การถือครองของเทรดเดอร์ที่น้อยกว่า 1 เดือนยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ จึงอาจจะเบาใจได้ระดับหนึ่ง หากยังเห็นภาพไม่ชัด สามารถดูอีกประกอบอีกภาพด้านล่างที่เราคัดมาแต่เฉพาะข้อมูลสัดส่วนการถือครองของเทรดเดอร์ที่น้อยกว่า 1 เดือน

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

Total Address Bitcoin สูงขึ้นต่อเนื่อง

การวิเคราะห์การเติบโตและความสนใจของบิทคอยน์สามารถวิเคราะห์ได้หลายมุม มุมหนึ่งคือการวิเคราะห์ Bitcoin Address ว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะสังเกตว่า Total Address ของบิทคอยน์จากภาพนี้อยู่ที่ประมาณ 38 ล้านทั่วโลกและเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากช่วงปี 2009 ที่ถือกำเนิดบิทคอยน์ขึ้นในปีแรกและมีการคาดการณ์กันว่ามีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีกพอสมควรในอนาคต

บิทคอยน์ทำ All Time High หลังเปิดตัว ETF ในสหรัฐฯ

โดยสรุปแล้วราคาบิทคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นมานั้น มาจาก Fund Flow จริงรวมกับการเก็งกำไรด้วย แต่ยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ แม้ Bitcoin ETF จะอ้างอิงราคา Futures ทำให้ความต้องการบิทคอยน์จริงอาจไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ในนัยหนึ่งก็คือรัฐบาลก็ดี หน่วยงานกำกับก็ดี สถาบันการลงทุนก็ดี โฟกัสมาที่สินทรัพย์ชนิดนี้มากขึ้น ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าในปีหน้าจะมีความเปลี่ยนแปลง ความท้าทายอะไรบ้าง ในสินทรัพย์ชนิดใหม่ ที่เรียกว่าสินทรัพย์ดิจิทัล

Zipmax

คู่มือเลือกกองทุน SSF RMF อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ