
ยอดหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,300 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตามรายงานสถิติการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ท่ามกลางภาระรายจ่ายสวัสดิการสังคมและดอกเบี้ยจ่ายที่โตแซงหน้ารายได้ภาษี ซึ่งถูกจำกัดด้วยมาตรการลดภาษีของรัฐบาล ยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 ในเวลาไม่ถึง 5 ปีนี้ ส่งผลให้ต้นทุนภาระดอกเบี้ยกู้ยืมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นรายจ่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของงบประมาณแผ่นดิน รองจากระบบบำนาญประกันสังคมเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับมาตรการตอบโต้กะทันหันของ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond Buybacks) อายุ 10 ถึง 30 ปี ขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว จากเดิมครั้งละ 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 65,000 ล้านบาท) เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 130,000 ล้านบาท) เพื่อแทรกแซงและดึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yields) ระยะยาวที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษให้ปรับตัวลดลง เพื่อช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนและภาระงบประมาณของรัฐบาล
ผลจากการประกาศแทรกแซงตลาดทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ร่วงลงทันทีเกือบ 10 basis points มาอยู่ที่ระดับ 5.18% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มปริมาณซื้อคืนพันธบัตรครั้งนี้อาจบีบให้กระทรวงการคลังต้องหันไปใช้วิธีออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น (Treasury Bills) เพิ่มขึ้นเพื่อหาเงินมาอุดหนุน ซึ่งเข้าข่ายการทำนโยบาย “Operation Twist” ในรูปแบบใหม่เพื่อคุมทิศทางเส้นอัตราผลตอบแทน
แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความผันผวนและดึงอัตราดอกเบี้ยระยะยาวลงมาได้ชั่วคราว แต่นักเศรษฐศาสตร์และสถาบันการเงินชั้นนำเตือนว่า การแทรกแซงของกระทรวงการคลังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดที่รัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณมหาศาล สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings เตือนว่า สหรัฐฯ จะมีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะวิกฤตการเงินในอนาคต หากไม่มีมาตรการปรับลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายได้ภาษีอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านความเคลื่อนไหวทางการเมือง อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาสยบความกังวลของตลาดโดยระบุว่า คนอเมริกันไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับความผันผวนในตลาดพันธบัตร พร้อมย้ำคำเดิมว่าอัตราดอกเบี้ยควรปรับตัวลดลงตามความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจประเทศ
ทั้งนี้ กลุ่มเฝ้าระวังงบประมาณเตือนว่า หากสหรัฐฯ ยังคงเผชิญกับ Doom Loop ที่การกู้ยืมใหม่ถูกนำไปใช้จ่ายเพียงเพื่อชำระดอกเบี้ยจากหนี้เก่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หนี้สาธารณะจะยิ่งพุ่งทะยานเข้าชนเพดานหนี้ตามกฎหมายที่ 41.1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,350 ล้านล้านบาท) ในเวลาอันเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต และสินเชื่อบ้านของประชาชนทั่วประเทศในท้ายที่สุด