ราคาน้ำมันพุ่งรับความตึงเครียดตะวันออกกลาง

วันที่ 14 กันยายน 2026 ดัชนี KOSPI (Korea Composite Stock Price Index) ปรับตัวลง 2.39% มาที่ระดับ 6,744.85 จุด ดัชนี Nasdaq 100 Futures (US100) ปรับตัวลง 1.26% มาที่ระดับ 29,002.7 จุดเช่นเดียวกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งขึ้น 3.01% แตะระดับ 109.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนภาวะ Risk-Off ที่ครอบคลุมตลาดหุ้นเอเชียและเทคโนโลยีสหรัฐฯ พร้อมกัน หลังเหตุปะทะรุนแรงรอบใหม่ในตะวันออกกลางช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาซ้ำเติมความกังวลด้านอุปทานพลังงานที่สั่งสมมาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน นักลงทุนพากันลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง ในจังหวะที่ตลาดกำลังจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วันที่ 15-16 กันยายน และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 18 กันยายนนี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงที่จะส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้า

ต้นตอของแรงกดดันครั้งนี้มาจากการโจมตีระลอกใหม่ในซาอุดีอาระเบียและเรือขนส่งสินค้าบริเวณอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รวมถึงเหตุเรือสินค้าอิหร่านถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซจนมีผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นความรุนแรงล่าสุดในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อมากว่า 7 เดือน และทำให้ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่อัตราเบี้ยประกันภัยสงคราม (War-Risk Insurance) สำหรับเรือขนส่งพุ่งสูงจนผู้ประกอบการหลายรายต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

สถานการณ์นี้ต่อเนื่องจากการโจมตีโรงกลั่นและท่อขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในสัปดาห์ก่อน ซึ่งดันราคาน้ำมันดิบให้ปรับขึ้นกว่า 8% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานที่ยืดเยื้อนี้ส่งผ่านไปสู่ความกังวลเงินเฟ้อโดยตรง สอดคล้องกับดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาดในสัปดาห์ก่อน และดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีขึ้นสู่ระดับใกล้ 4.9-4.95% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2023 ทำให้ตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่ Fed จะส่งสัญญาณ Hawkish หรือแม้แต่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี

ในจังหวะเดียวกัน ตลาดยังให้น้ำหนักสูงว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ในสัปดาห์นี้เช่นกัน การปรับเพิ่มขึ้นของ Discount Rate ที่ใช้คำนวณมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตเช่นนี้ กดดันหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยีที่มี Duration สูงเป็นพิเศษ ซึ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดแรงขายจึงกระจายจากตลาดเอเชียไปยังดัชนี US100 ในเวลาเดียวกัน

ในฝั่งเกาหลีใต้ ดัชนี KOSPI ยังเผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติและสถาบันต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน แม้การซื้อหุ้นคืน (Buyback) ของ Samsung Electronics และ SK hynix จะช่วยพยุงตลาดได้บางส่วน แต่ไม่เพียงพอที่จะหักล้างแรงขายที่มาจากความกังวลด้านราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน Korea Margin Buying ที่ปรับขึ้นต่อเนื่องในเดือนนี้ทำให้ระดับ Sentiment และ Valuation ของตลาดหุ้นเกาหลีตึงตัวขึ้น

นอกจากนี้ การที่ CXMT ผู้ผลิตหน่วยความจำของจีนสามารถขยายส่วนแบ่งตลาด DRAM โลกขึ้นแตะระดับ 10% จากราว 4% เมื่อปีก่อน ถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเพิ่มเติมต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันของ Samsung Electronics และ SK hynix ในระยะยาว แม้วงจร AI Capex และคำสั่งซื้อชิปเพื่อการส่งออกของเกาหลีใต้จะยังอยู่ในทิศทางบวกก็ตาม

สำหรับตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ดัชนี US100 ได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield เป็นหลัก ท่ามกลางแนวโน้มการปรับประมาณการกำไร (EPS Revision) ของกลุ่ม AI และ Semiconductor ที่ยังเป็นบวกและได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI Capex และ Data Center ที่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตชี้ว่าเดือนกันยายนมักเป็นเดือนที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนอ่อนแอกว่าเดือนอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงฤดูกาลที่ซ้อนทับกับความผันผวนจากราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้

Finnomena Funds ประเมินว่า ภาวะ Risk-Off ในรอบนี้เป็นผลจาก Supply Shock ด้านพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย ผสานกับความเสี่ยงเชิงนโยบายการเงินจากทั้ง Fed และ BOJ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมปัจจัยพื้นฐานในระยะกลาง

สำหรับหุ้นสหรัฐฯ Finnomena Funds ยังคงให้คำแนะนำ Buy โดยมองว่าแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการกำไรยังเป็นบวกและระดับ Valuation ไม่ได้อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี แม้จะมีความผันผวนเชิงฤดูกาลจาก September Effect และความไม่แน่นอนของการประชุม Fed

จึงแนะนำทยอยสะสมกองทุน KF-SP500M และ A-AIRR

สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก Finnomena Funds ยังคงให้คำแนะนำ Buy จากวงจร AI Capex ที่ยังสนับสนุนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของกลุ่ม Hardware และ Semiconductor อย่างต่อเนื่อง

จึงแนะนำทยอยสะสมกองทุน K-GTECH และ B-INNOTECH แม้ Seasonality ในเดือนกันยายนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

สำหรับหุ้นเกาหลีใต้ Finnomena Funds ปรับลดคำแนะนำเป็น Hold จาก Buy เนื่องจากแม้ AI Capex Cycle และ Semiconductor Export Cycle ของเกาหลีใต้จะยังอยู่ในทิศทางสนับสนุน และ EPS Revision ของดัชนี KOSPI โดยรวมยังเป็นบวก แต่การพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยความจำของ CXMT ที่เร็วกว่าคาดสร้างความเสี่ยงด้านการแข่งขันเพิ่มเติม ประกอบกับ Korea Margin Buying ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้ระดับ Valuation และ Sentiment ตึงตัวกว่าช่วงต้นเดือน และปัจจัยฤดูกาลของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในเดือนกันยายนที่มักให้ผลตอบแทนอ่อนแอ ทำให้ความเสี่ยงเชิง Downside ในระยะสั้นมีมากกว่าจังหวะการเข้าลงทุนเพิ่ม

โดยรวมแล้วนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลการประชุม Fed-BOJ ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง Discount Rate และความน่าสนใจของ Valuation หุ้นกลุ่มเติบโตในระยะต่อไป

จัดทำโดยบลป. เดฟินิทสำหรับบลน. ฟินโนมีนา (Finnomena Funds)


คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FinnomenaPort | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

tax-saving-funds-2026